แบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก ฉันทามติแห่งวอชิงตัน

และวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย 2540*

(The East Asian Development Model, Washington Consensus

and Asian Financial Crisis)

อนุวัฒน์ ชลไพศาล**

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

 

1 บทนำ

         

 The battle of economic ideas, as McCloskey (1998) has argued, is fought to a significant extent with rhetoric. The use of a term with dual meanings and strong ideological overtones can therefore pose serious dangers not only of misunderstanding but also of inadvertently prejudicing policy objectives. 

John Williamson (2000: 252)

 

ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ทั้งด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่ากลุ่มประเทศอื่นๆ ประกอบกับภาวะการกระจายรายได้ที่ดีขึ้นในระหว่างปี 2508-2533 และวิกฤติการณ์การเงินของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียที่เริ่มต้นในปี 2540 เป็นสองปรากฏการณ์สำคัญในศตวรรษ 2500

            ทั้งสองปรากฏการณ์ทำให้เกิดความพยายามในชุมชนวิชาการเศรษฐศาสตร์ที่จะแสวงหาคำอธิบาย และสร้างวิวาทะในชุมชนเศรษฐศาสตร์ เนื่องมาจากคำอธิบายสองปรากฏการณ์ดังกล่าวที่ต่างกัน

            เมื่อพิจารณาคำอธิบายสาเหตุแห่งความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกระหว่างปี 2508-2533 อาจกล่าวได้ว่ามีคำอธิบายที่ต่างกันอย่างน้อย 3 ชุดคำอธิบาย คือ

คำอธิบายชุดแรก ผลิตจากชุมชนวิชาการเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก และองค์กรการเงินระหว่างประเทศอันได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เสนอคำอธิบายว่า ความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เป็นผลจากการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ (Neo-Liberalism) ความมีประสิทธิภาพของนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ถูกต้องตามทรรศนะของฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) ประสิทธิภาพของตลาดเสรี และบทบาทอันจำกัดของภาครัฐบาล โดยมีวาระวิจัย World Bank (1991) และ World Bank (1993) เป็นงานศึกษาหลักตัวแทนคำอธิบายชุดแรก

            คำอธิบายชุดที่สอง ผลิตจากชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักและผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคเอเชียตะวันออก กลุ่มที่สองเสนอชุดคำอธิบายความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ที่แตกต่างจากกลุ่มแรกอย่างชัดเจน

            ประเด็นเรื่องความล้มเหลวของระบบตลาด (Market Failure) ความมีประสิทธิภาพในการแทรกแซงจากภาครัฐบาล การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐบาลและกลุ่มธุรกิจเอกชน และระบบความเชื่อแบบเอเชีย (Asian Value) ถูกใช้เป็นเหตุผลหลักในการอธิบายถึงความสำเร็จ ขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงเรื่องการแทรกแซงจากภาครัฐ ทั้งในกรณีของการให้แรงจูงใจทางการเงินการคลังต่อบางภาคอุตสาหกรรมของกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (Ministry of International Trade and Industry: MITI) ในประเทศญี่ปุ่น และความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐบาลและกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม (Chaebol) ในประเทศเกาหลีใต้ มักถูกหยิบยกมาเป็นกรณีโต้แย้งคำอธิบายชุดแรก

            งานของ Chalmers Johnson (1995) เรื่อง Japan: Who Govern?: The Rise of the Developmental State และ Robert Wade (1990) เรื่อง Governing the Market: Economic Theory and the Role of Government in East Asian Industrialization ถือเป็นงานบุกเบิกตัวแทนคำอธิบายจากกลุ่มที่สอง ขณะที่ Peter Evans (1995) เรื่อง Embedded Autonomy และ Dani Rodrick (1993) เรื่อง Information Sharing จัดเป็นงานศึกษาหลักตัวแทนวิวาทะจากกลุ่มที่สอง

            คำอธิบายชุดสุดท้าย เสนอโดย Paul Krugman จากบทความเรื่อง The Myth of Asian’s Miracle ในปี 2537 Krugman อธิบายปรากฏการณ์ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกผ่านแบบจำลองการเจริญเติบโตของกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Neoclassical Growth Model) บทวิเคราะห์ลักษณะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกของ Krugman (1994) ชี้ความแตกต่างระหว่าง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอันมีผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Intensive Growth) และ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอันมีผลจากการเพิ่มปัจจัยการผลิต (Extensive Growth) โดย Krugman (1994) แย้งว่า อัตราการเจริญเติบโตที่สูงของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกหาใช่ “ความมหัศจรรย์” (Miracle) ดังที่ World Bank (1993) กล่าวอ้าง แต่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง สามารถอธิบายจากระดับการออมที่สูง การเพิ่มอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของปัจจัยการผลิตที่เป็น แรงงาน และทุน (Extensive growth) โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกสนับสนุนจากการย้ายฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ คำอธิบายชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มปัจจัยแรงงาน และทุน โดยปราศจากการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการผลิต (Total Factor Productivity) จะนำไปสู่การชะลอตัวของอัตราการเจริญเติบโตของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกในอนาคต

 

เมื่อพิจารณางานศึกษาช่วงหลังวิกฤติการณ์การเงินของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ถึงปัจจุบัน (เมษายน 2546) มีวิวาทะในชุมชนวิชาการเศรษฐศาสตร์ในประเด็นใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น

เริ่มจากการพัฒนาแบบจำลองทางทฤษฎีเพื่ออธิบายสาเหตุของการเกิดวิกฤติการณ์การเงิน[1]

แบบจำลองรุ่นที่ 1 (The First Generation Model) เสนอโดย Krugman (1979) อธิบายสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินจากความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐานในระบบเศรษฐกิจ (Fundamental Weakness) และการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ผิดพลาด (Macroeconomic Policies Mismanagement) สู่แบบจำลองรุ่นที่สอง (The Second Generation Model) เสนอโดย Obstfeld (1994) อธิบายถึงสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินอันเกิดจากการคาดการณ์ต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจโดยปราศจากความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐาน (Self-fulfilling without Fundamental Weakness) อันนำไปสู่ความเป็นไปได้ที่ระบบเศรษฐกิจจะมีดุลยภาพมากกว่าหนึ่งจุด (Multiple Equilibria) และ แบบจำลองรุ่นที่สาม (The Third Generation Model) เสนอโดย Krugman (1996) พัฒนาแบบจำลองรุ่นที่สองโดยเพิ่มการพิจารณาเรื่องข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Asymmetric Information) ปัญหา Moral Hazard และ Herding Behavior

           

ในบริบทของสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย 2540 สามารถแบ่งแยกสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินเป็นสองมุมมองในประเด็นถกเถียงที่ต่างกัน

            มุมมองแรก อธิบายสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินผ่านปัจจัยภายในภูมิภาคเอเชียที่ควบคุมได้ (Endogenous Factors) คำอธิบายมุมมองแรกเห็นว่า สาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินเอเชียเกิดจากลักษณะความสัมพันธ์ภายในประเทศของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก (Home Grown) การจัดสรรทรัพยากรที่ไร้ประสิทธิภาพอันมีสาเหตุจากระบบทุนนิยมพวกพ้อง (Crony Capitalism) และ ปัญหา Moral Hazard

มุมมองที่สอง อธิบายสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินผ่านปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ (Exogenous Factors) คำอธิบายมุมมองแรกเห็นว่า ประเด็นถกเถียงหลักควรเป็น เรื่องความสมเหตุสมผลทางวิชาการของฉันทมติแห่งวอชิงตัน ข้อจำกัดของยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ (Neo-Liberalism) ผลของกระบวนการโลกานุวัตร (Globalization) ต่อความตื่นตระหนก (Financial Panic) และการแพร่กระจาย (Contagion) ของวิกฤติการณ์การเงินจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง ความไร้เสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Instability) อันเนื่องมาจากการผ่อนคลายข้อจำกัดทางการเงินและแนวนโยบายเสรีนิยมทางการเงินระหว่างประเทศ ข้อเสนอเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่ (New International Financial Architecture: NIFA) ข้อเสนอเรื่องสถาปัตยกรรมการเงินเอเชีย (Asian Financial Architecture) Post-Washington Consensus บทบาทอันเหมาะสมขององค์กรการเงินระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติการณ์การเงิน และท้ายสุดคือนัยของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกในอนาคต

           

งานศึกษาชิ้นนี้มีลักษณะเป็นการสำรวจสถานะความรู้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอ และทำความเข้าใจวิวาทะข้างต้น ทั้งในบริบทของช่วงก่อนและหลังวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ใน 6 ประเด็น ต่อไปนี้

ในช่วงก่อนวิกฤติการณ์การเงิน 2540

ประเด็นที่หนึ่ง คือ วิวาทะว่าด้วยแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เสนอคำอธิบาย เหตุผลสนับสนุน และนัยเชิงนโยบายจากสองชุดคำอธิบายคือ ชุดคำอธิบายจากชุมชนเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก และชุดคำอธิบายโต้แย้งจากชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก

ประเด็นที่สอง คือ วิวาทะว่าด้วยฉันทมติแห่งวอชิงตัน เสนอสาระสำคัญของฉันทมติแห่งวอชิงตันในฐานะของ 10 เครื่องมือนโยบาย (10 Policy Instruments) วิวาทะระหว่างฉันทมติแห่งเคนส์ (Keynesian Consensus) กับฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) ว่าด้วยแนวคิดพื้นฐานในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาค และอิทธิพลของฉันทมติแห่งวอชิงตันต่อแนวนโยบายเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแนวทางเสรีนิยมทางการเงิน (Financial Liberalization)

ในช่วงหลังวิกฤติการณ์การเงิน 2540

ประเด็นที่สาม คือ วิวาทะว่าด้วยการพัฒนาตามแนวทางเสรีนิยมสมัยใหม่เป็นต้นเหตุของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 หรือไม่? วิวาทะพื้นฐานว่าด้วย Fallacy of Composition ความสัมพันธ์ระหว่างยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ต่อวิกฤติการณ์การเงิน 2540 และสมมติฐานว่าด้วย Kicking Away the Ladder

ประเด็นที่สี่ คือ วิวาทะว่าด้วยกระบวนการโลกานุวัตรเป็นต้นเหตุของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 หรือไม่? เสนอประเด็นเรื่องความไร้เสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Instability) ข้อเสนอเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่ (New International Financial Architecture: NIFA) และข้อเสนอเรื่องสถาปัตยกรรมการเงินเอเชีย (Asian Financial Architecture)

ประเด็นที่ห้า คือ วิวาทะว่าด้วยระบบทุนนิยมเอเชีย เสนอวิวาทะระหว่าง Home-Grown Thesis และ Anti–Home Grown Thesis และวิวาทะว่าด้วยความสมเหตุสมผลของเงื่อนไขผูกพันเงินกู้ (Policy Conditionality) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

ประเด็นสุดท้าย คือ นัยของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนา

บทสรุปเสนอนัยของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ต่อ 2 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรกคือ การเปิดเสรีทางการเงิน โดยให้ความสนใจเรื่องภาวะข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Asymmetric Information) ในตลาดการเงิน และตั้งคำถามในประเด็นของเงื่อนไข (Condition) ลำดับ (Sequence) และขนาดของการเปิดเสรีทางการเงินที่เหมาะสม (Optimal Degree of Openness)

ประเด็นที่สองคือ บทบาทของสถาบันและรัฐบาล (Role of Institution and Government) ในการกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ

 

2 วิวาทะว่าด้วยแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก

 

ช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงิน 2540 วิวาทะว่าด้วยแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเกิดขึ้นเนื่องจากคำอธิบายที่ต่างกันถึงสาเหตุของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก[2] ระหว่างปี 2508-2533

ความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเริ่มต้นจากความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โดยเฉพาะช่วงปี 2493-2516 อันเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดโดยมีภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจหลัก และเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของกลุ่มประเทศต่างๆ ระหว่างปี 2508–2539 พบว่า กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกมีอัตราการเจริญเติบโตในแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นและสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศอื่น (ดูตารางที่ 1)

 
ตารางที่ 1

การเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของกลุ่มประเทศต่างๆ

ระหว่างปี 2508-2539

 

กลุ่มประเทศ/ประเทศ

2508-2523

2523-2532

2533-2539

กลุ่มประเทศรายได้ต่ำ

4.8

2.9

1.4

จีน

6.8

10.2

12.9

อินเดีย

3.6

5.8

3.8

กลุ่มประเทศรายได้ระดับกลาง

6.3

2.2

0.2

ลาตินอเมริกา

6.0

1.7

3.6

เอเชียใต้

3.6

5.7

3.9

เอเชียตะวันออก

7.3

7.9

9.4

กลุ่มประเทศรายได้ระดับกลาง และต่ำ

5.9

3.1

1.9

กลุ่มประเทศรายได้สูง

3.8

3.2

1.7

สหรัฐอเมริกา

2.7

3.0

2.5

ญี่ปุ่น

6.6

4.1

1.2

เยอรมัน

3.3

2.2

1.1

โลก

4.1

3.1

1.8

ที่มา: Singh (1998a)

หมายเหตุ: การจัดกลุ่มรายได้ยึดตามรายได้ประชาชาติต่อประชากรในปี 2537 ดังนี้

กลุ่มประเทศรายได้ต่ำ หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อประชากร น้อยกว่าหรือเท่ากับ 725 ดอลลาร์สหรัฐฯ

กลุ่มประเทศรายได้ระดับกลาง หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อประชากร น้อยกว่าหรือเท่ากับ 8955 ดอลลาร์สหรัฐฯ

กลุ่มประเทศรายได้สูง หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อประชากร มากกว่าหรือเท่ากับ 8956 ดอลลาร์สหรัฐฯ

 

เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศภายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกด้วยกันเองพบว่า อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสิงคโปร์สูงที่สุด (ดูตารางที่ 2) ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้ Milton Friedman เปรียบเทียบการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ว่าเป็น “สวรรค์ของ Adam Smith” โดยมีนัยว่า สิงคโปร์เป็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยปราศจากการแทรกแซงจากภาครัฐ

 
ตารางที่ 2

การเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก

ระหว่างปี 2513–2539

 

ประเทศ

2513-2522

2523-2532

2533-2539

ฮ่องกง

9.2

7.5

5.0

สิงคโปร์

10.4

8.2

8.3

ไต้หวัน

10.2

8.1

6.3

เกาหลีใต้

9.3

8.0

7.7

มาเลเซีย

8.0

5.7

8.8

ไทย

7.3

7.2

8.6

อินโดนีเซีย

7.8

5.7

7.2

จีน

7.5

9.3

10.1

ที่มา: Singh (1998a)

 

เหตุใดกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกจึงมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงอย่างมีเสถียรภาพระหว่างปี 2508-2533 คือคำถามหลักในช่วงก่อนวิกฤติการณ์การเงิน 2540

เพื่อทำความเข้าใจวิวาทะว่าด้วยแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก งานศึกษาส่วนนี้เสนอ คำอธิบาย เหตุผลสนับสนุน และนัยเชิงนโยบายจากสองชุดความคิดอย่างหยาบ[3] คือ

 

2.1 คำอธิบายจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Neoclassical Explanation)

 

วาระวิจัย World Bank (1991) และ World Bank (1993) เป็นงานศึกษาหลักตัวแทนคำอธิบายจากกลุ่มแรก

World Bank (1991; 1993) ยกย่องความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกทั้งในด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง และภาวะการกระจายรายได้ที่ดีขึ้นในระหว่างปี 2508-2533 เป็นความมหัศจรรย์แห่งเอเชียตะวันออก (The East Asia Miracle) โดยช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ก่อเกิดสมมติฐานว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอื่น เช่น ลาติน อเมริกา และ อัฟริกา จะสามารถนำยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก มาเป็นแบบจำลอง (Development Model) ในการพัฒนาเศรษฐกิจได้หรือไม่

World Bank (1991; 1993) เสนอคำอธิบายว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก สามารถอธิบายจากความมีประสิทธิภาพของตลาดเสรี นโยบายอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออก (Export-Oriented Industrialization) และการที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เรียกว่า Market Friendly Strategy[4] อันประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ประการ (Singh 1998a: 5) คือ

1. รัฐบาลจะแทรกแซงการทำงานของระบบตลาดเฉพาะในกรณีที่ภาคเอกชนไม่มีความสามารถที่จะทำได้ (Intervention Reluctantly)

2. การแทรกแซงการทำงานของระบบตลาดมีการตรวจสอบและควบคุม (Check and Balance) และ

3. การแทรกแซงของรัฐบาลเป็นไปด้วยความโปร่งใส (Transparent)

รัฐบาลเป็นตัวละครที่มีบทบาทจำกัด (Night Watchman) ในความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก บทบาทอันพึงประสงค์ของรัฐบาลคือ การกำหนดกรอบกฎหมาย และอำนวยสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อการทำงานของตลาด คำอธิบายแสดงให้เห็นว่า ประสิทธิภาพของตลาดเสรี นโยบายอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออก (Export-Oriented Industrialization) และความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) สามารถนำมาซึ่งอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และภาวะการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น

คำอธิบายดังกล่าวสอดคล้องกับคำขวัญของธนาคารโลกในช่วงต้นทศวรรษ 2510 ที่ว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นผลดีต่อคนจน (Growth is good for the Poor)

งานของ Bhagwati (1978) Krueger (1978) และ Balassa (1982) ถูกยกมาสนับสนุนความสมเหตุสมผลของคำอธิบายดังกล่าว

เหตุผลสนับสนุนคำอธิบายของกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลักสามารถอธิบายจาก

1. สมมติฐานเรื่องการคาดการณ์อย่างสมเหตุสมผลของหน่วยเศรษฐกิจ (Rational Expectation Hypothesis) กล่าวคือ แนวนโยบายควบคุมอุปสงค์มวลรวมภายในประเทศของรัฐบาลไม่ว่าเรื่องการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาการว่างงาน หรือการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ตามแนวคิดของ Keynesian สามารถประสบผลในระยะสั้นเท่านั้นแต่ไม่ประสบผลในระยะยาว เนื่องจากในระยะยาวหน่วยเศรษฐกิจมีการปรับตัวอย่างถูกต้องเนื่องจากการคาดการณ์ที่สมเหตุสมผล เช่น เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการเพิ่มรายจ่าย หรือลดภาษี หน่วยเศรษฐกิจที่มีการคาดการณ์สมเหตุสมผลสามารถคาดการณ์ว่าจะต้องถูกเก็บภาษีชดเชยในอนาคต และตัดสินใจออมเงินในปัจจุบัน ทำให้นโยบายกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ประสบผลในระยะยาว

2. สมมติฐานว่าด้วยแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของรัฐบาล (Private Interest Hypothesis) รัฐบาลในมุมมองของกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหาใช่ Social Welfare Maximizer หากประกอบด้วยกลุ่มของปัจเจกที่มีความต้องการส่วนตัวทางเศรษฐกิจ และพยายามดำเนินกลยุทธ์อันนำมาซึ่งอรรถประโยชน์ส่วนตัวหรือของกลุ่มสูงสุด

3. ความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ (Dead Weight Loss) การที่รัฐบาลแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทนระบบตลาดทำให้เกิดการบิดเบือนราคา (Price Distortion) การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent Seeking) อันนำไปสู่ความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ

คำอธิบายข้างต้น ทำให้กลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเสนอนัยเชิงนโยบายโดยมุ่งแสวงหาประโยชน์จากความมีประสิทธิภาพของตลาดเสรี การทำราคาให้ถูกต้อง (Getting the Price Right) กล่าวคือ กลไกราคาและความมีประสิทธิภาพของตลาดเสรี ทำให้ราคาสามารถแสดงถึงต้นทุนและความหามาได้ยากของทรัพยากร อันนำไปสู่ภาวะการจัดสรรทรัพยากรที่ดีที่สุด (Pareto Optimal Allocation)

 

2.2 วิวาทะจากเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก (Non-neoclassical Counterargument)[5]

 

งานของ Johnson (1995) เรื่อง Developmental State และ Wade (1990) เรื่อง Governing the Market ถือเป็นงานศึกษาบุกเบิก ขณะที่งานของ Evan (1995) เรื่อง Embedded Autonomy และ Rodrick (1993) เรื่อง Information Sharing ถูกจัดเป็นงานศึกษาหลักตัวแทนคำอธิบายจากชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก

ชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักโต้แย้งคำอธิบายเรื่อง East Asian Miracle จาก World Bank (1993) โดยอธิบายว่า แท้จริงแล้วความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกหาได้เกิดจากความมีประสิทธิภาพของตลาดเสรี และหน้าที่อันจำกัดของรัฐบาล ในทางตรงกันข้าม ความสำเร็จดังกล่าวสามารถอธิบายได้จากลักษณะเฉพาะของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเอง โดยรัฐบาลของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกมีบทบาทสำคัญอันก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Development State thesis) กล่าวคือ รัฐบาลของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ไม่ใช่ Night Watchman แต่มีบทบาทในการดำเนินนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ลำดับของนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมถูกให้ความสำคัญ เช่น ดำเนินนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศแล้วจึงส่งเสริมการส่งออก รัฐบาลสร้าง Commitment ต่อภาคเอกชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม ความสามารถของรัฐบาลในการให้แรงจูงใจและลงโทษ (Carrot and Stick) การคัดเลือกอุตสาหกรรมที่ได้รับการเกื้อหนุนจากรัฐบาล (Picking the Winner) นอกจากนี้ค่านิยมแบบเอเชีย (Asian Value) และระบบสัญญาการจ้างงานตลอดชีพ ถูกใช้เป็นเหตุผลประกอบคำอธิบายความสำเร็จดังกล่าว

แม้ว่าคำอธิบายจากชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักจะมีความแตกต่างและแนวคิดพื้นฐานหลากหลายแต่จุดร่วมของข้อโต้แย้งที่ชัดเจนคือ การพยายามเสนอข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐบาลเป็นตัวละครหลักที่มีบทบาทในการอธิบายความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกระหว่างปี 2508-2533

Developmental State Thesis เสนอโดย Chalmers Johnson ในปี 2538 Johnson (1995) ศึกษาประสบการณ์ความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศญี่ปุ่น โดยชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลมีบทบาทแทรกแซงและชี้นำภาคเอกชนในทิศทางการลงทุนอุตสาหกรรมที่เหมาะสม บทบาทของรัฐบาลมีส่วนส่งเสริมความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กและชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ มีผลทำให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่สองอย่างรวดเร็ว กรณีความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจเอกชน ภาคการเงิน และกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (Ministry of International Trade Industry: MITI) ถูกหยิบยกเป็นประจักษ์พยานยืนยันคำอธิบายดังกล่าว

Wade (1990) โต้แย้งคำอธิบายของชุมชนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเรื่องความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ซึ่งในที่นี้หมายถึง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน

Wade (1990) แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง 3 กรอบคำอธิบายความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก คือ 1. The Free Market Approach (FM) 2. The Simulated Free Market Approach (SM) โดยเห็นว่า คำอธิบายโดย 2 กรอบความคิดข้างต้น ละเลยปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น ระบบความสัมพันธ์ทางการเมือง (Political System) และการเปลี่ยนแปลงทางสถาบัน (Institution Change)

Wade (1990) เสนอ Governing the Market Approach (GM) ในการอธิบายสาเหตุของความสำเร็จโดยชี้ให้เห็นว่า รัฐ[6]ของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกมีบทบาทส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม กำหนดทิศทางการลงทุน ออกใบอนุญาต (Licensing)คุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศผ่านการกีดกันทางการค้าทั้งรูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษี (Tariff and Non-tariff Barrier) พร้อมทั้งให้แรงจูงใจด้านภาษี (Tax Incentive) ขณะเดียวกัน ภาครัฐบาลสามารถสร้าง Commitment กับภาคธุรกิจเอกชนทำให้สามารถจำกัดการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ โดย Wade (1990)เห็นว่า ความมีประสิทธิภาพของภาครัฐในเอเชียตะวันออกถูกสนับสนุนโดยสมมติฐานที่ว่า รัฐในเอเชียตะวันออก ไม่มีลักษณะ Democratic State หากแต่มีความโน้มเอียงไปทาง Authoritarian State

ข้อสรุปเรื่อง Authoritarian State ของ Wade (1990) ก่อให้เกิดวิวาทะต่อมาว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบใดที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเชื่อที่ว่า ประเทศที่มีรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าประเทศที่มีรูปแบบการปกครองแบบอื่นเป็นจริงหรือไม่

Evans (1995)[7] เสนอ Embedded Autonomy thesis โดยศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของรัฐที่มีต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ของเกาหลีใต้ บราซิล และอินเดีย พบว่า บทบาทของรัฐในกรณีของเกาหลีใต้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของบราซิล และอินเดีย

บทวิเคราะห์บทบาทรัฐของ Evans (1995) เสนอกรอบแนวคิด ว่าด้วยความเป็นอิสระ (Autonomy) และการฝังตัว (Embeddedness) ของรัฐ โดยเริ่มจากความเป็นอิสระซึ่งหมายถึง การที่รัฐแสดงบทบาทในฐานะผู้กระทำ โดยการกระทำของรัฐอยู่เหนือแรงกดดันของกลุ่มผลประโยชน์ และมีจุดสนใจอยู่ที่ขีดความสามารถ (Capacity) ของระบบราชการ Evans (1995) อธิบายปัจจัยกำหนดขีดความสามารถของระบบราชการว่า เกิดจากการที่ระบบเอื้ออำนวยต่อการเป็นแหล่งรวบรวมข้าราชการที่มีความสามารถ เช่น การสอบคัดเลือกในระบบคุณธรรม (Meritocracy) ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ความสัมพันธ์เชิงกลุ่มของผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ระบบการจ้างงานที่มีความมั่นคงและค่าตอบแทนสูง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความสามารถของรัฐ

Evans (1995) เห็นว่า รัฐในกรณีของเกาหลีใต้ เป็นอิสระจากแรงกดดันของกลุ่มผลประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นระบบราชการมีขีดความสามารถและสามารถจัดการกับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศได้ดีกว่า จึงสามารถประสบผลสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ดีกว่าบราซิลและอินเดียซึ่งรัฐมีความเป็นอิสระและการฝังตัวน้อยกว่า

Rodrick (1993) เสนอ Strackelberg Thesis โดยอธิบายความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ และไต้หวัน ช่วงทศวรรษ 2500 ผ่านมุมมองของทฤษฎีเกม และการแบ่งปันข่าวสารข้อมูล Rodrick (1993) แสดงให้เห็นว่า การที่ภาครัฐบาลและกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมมีความสัมพันธ์ระยะยาว (Long term and repeated interaction) ทำให้เกิดการแบ่งปันข่าวสารข้อมูล และแรงจูงใจในการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน อันนำไปสู่ความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ

เหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้งต่อคำอธิบายของชุมชนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักสามารถอธิบายจาก

1. วิธีการศึกษาของกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลักละเลยปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น ระบบการเมืองการปกครอง การเปลี่ยนแปลงทางสถาบัน[8]

2. ความล้มเหลวของกลไกตลาด (Market Failure) อันเนื่องจากความไม่สมบูรณ์และไม่สมมาตรของข้อมูลข่าวสาร (Imperfect and asymmetric information) ปัญหาสินค้าสาธารณะ (Public goods) ปัญหา Free rider และผลกระทบภายนอก (Externalities)

คำอธิบายข้างต้น ทำให้ชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักเสนอนัยเชิงนโยบายโดยมุ่งเน้น ทำสถาบันให้ถูกต้อง (Getting the Institution Right) และทำการแทรกแซงให้ถูกต้อง (Getting the Intervention Right) กล่าวคือ การแทรกแซงของรัฐบาลในกาละและเทศะที่ลำพังกลไกราคาไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแทรกแซงที่ถูกต้องนำไปสู่ภาวะการจัดสรรที่ดีที่สุดเป็นอันดับสอง (Constrained-Pareto Optimal Allocation)

 

ข้อเสนอเรื่องการออกแบบสถาบัน (Institution design) ของชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักได้รับความสนใจในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน และแม้แต่วาระวิจัยของธนาคารโลก[9]ในระยะหลังเริ่มเบนเข็มสู่ข้อสรุปที่ว่า ความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยมุ่งเน้นการทำราคาให้ถูกต้อง (Getting the price right) เพียงด้านเดียว หาใช่เงื่อนไขที่เพียงพอของความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจ หากแต่การทำราคาให้ถูกต้องจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการออกแบบสถาบันที่ถูกต้องด้วย ซึ่งคือ พัฒนาการของแนวคิดเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เคลื่อนจากรุ่นที่หนึ่งสู่รุ่นที่สอง (The First versus the Second Generation of Economic Reform)

 

3 ฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus)[10]

 

            หลังปรากฏการณ์ Stagflation (ปัญหาการว่างงานและปัญหาเงินเฟ้อเกิดพร้อมกัน) ในปี 2511 และวิกฤติการณ์น้ำมันระหว่างปี 2516-2517 ฉันทมติแห่งเคนส์ (Keynesian Consensus) เริ่มหมดความสามารถในการอธิบายและเสนอแนวนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) เริ่มเข้ามามีบทบาทในการนำเสนอแนวนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศต่างๆ

            คำว่า ฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) มีนัยว่า เป็นความคิดที่มีความเห็นพ้องกันในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจและแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระหว่างองค์กรต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในนครวอชิงตัน อันประกอบด้วย

1. รัฐบาลและหน่วยราชการอเมริกัน โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์

2. ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ในนครวอชิงตัน ส่วนที่อยู่นอกวอชิงตัน คือ องค์กรการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) อเมริกาก็สามารถเข้าแทรกแซงได้

3. สถาบันวิชาการในนครวอชิงตัน เช่น Institute for International Economics, Brooking Institution และ American Enterprise Institution

4. กลุ่ม Lobbyist ในรัฐสภาอเมริกัน โดยเฉพาะกลุ่มทุนการเงิน Wall Street

จุดเริ่มต้นของคำว่า Washington Consensus มาจากบทความเรื่อง “What Washington Means by Policy Reform” โดย John Williamson เสนอต่อที่ประชุมสัมมนาเรื่องการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจในลาตินอเมริกาในปี 2533 เมื่อครบรอบ 10 ปี Williamson เขียนบทความอีกครั้งหนึ่งชื่อ “What Should the World Bank Think about the Washington Consensus?” ลงใน The World Research Observer ปี 2543 ในช่วงเวลา 10 ปี Williamson พบว่ามีการใช้ศัพท์ Washington Consensus อย่างแพร่หลายโดยที่ความหมายของคำแตกต่างจากบทความเดิมในปี 2533[11]

Williamson เสนอ 10 เครื่องมือนโยบาย (10 Policy Instruments) สำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจลาตินอเมริกา ในบทความปี 2533 ดังต่อไปนี้

เครื่องมือที่หนึ่ง ว่าด้วยวินัยทางการคลัง (Fiscal Discipline) โดยเน้นลดการขาดดุลทางการคลัง (Fiscal deficit) มิได้ใช้ในความหมายแคบซึ่งเจาะจงให้หมายถึงการใช้งบประมาณสมดุล (Balanced budget) อันเป็นแนวนโยบายงบประมาณที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศพยายามนำเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการ เพราะการใช้งบประมาณขาดดุล (Balance deficit) มีข้อด้อยคือ นอกจากสร้างแรงกดดันของเงินเฟ้อและบั่นทอนความมั่นคงทางการคลังแล้ว ยังทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current account) ขาดดุล อันนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ Williamson เสนอว่าการขาดดุลทางการคลังที่ไม่เกิน 2 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเป็นเรื่องยอมรับได้ในทางทฤษฏี

เครื่องมือที่สอง ว่าด้วยการจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายรัฐบาล (A redirection of public expenditure priorities) 

ประการแรก รัฐบาลควรยกเลิกหรือลดการให้เงินอุดหนุน (Subsidy) เพราะการให้เงินอุดหนุนเกื้อกูลให้ความไร้ประสิทธิภาพดำรงอยู่ และยังบิดเบือนความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลใช้ดุลยพินิจ (Discretion) ในการให้เงินอุดหนุนอาจนำไปสู่พฤติกรรมการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ

ประการที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุข ตลอดจนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Infrastructure) เพราะการใช้จ่ายด้านการศึกษาและการสาธารณสุขมีผลต่อการสะสมทุนมนุษย์ ส่วนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีผลเกื้อกูลการพัฒนาเศรษฐกิจ

เครื่องมือที่สาม ว่าด้วยการปฏิรูปภาษีอากร (Tax Reform)

ประการแรก การปฏิรูประบบภาษีอากรควรเน้นการขยายฐานภาษี (Tax base) มากกว่าการปรับอัตราภาษี (Tax rate)

ประการที่สอง อัตราภาษีส่วนเปลี่ยนแปลง (Marginal tax rate) ควรกำหนดให้อยู่ในอัตราต่ำ เพราะการเก็บภาษีส่วนเปลี่ยนแปลงในอัตราสูงมีผลลิดรอนสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจ

เครื่องมือที่สี่ ว่าด้วยอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Liberalization)

ประการแรก อัตราดอกเบี้ยควรปล่อยให้เป็นเรื่องของกลไกตลาดการเงินภายในประเทศ รัฐบาลไม่ควรควบคุมอัตราดอกเบี้ย

ประการที่สอง ในกรณีที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย รัฐบาลควรดำเนินการให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real interest rate) มีค่าเป็นบวก ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real interest rate) หมายถึงอัตราดอกเบี้ยในนาม (Nominal interest rate) ลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ (Inflation rate) เพราะอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่เป็นลบมีส่วนบั่นทอนแรงจูงใจในการออม และทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศ

เครื่องมือที่ห้า ว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยน (A Competitive Exchange Rate)

เสนอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่เกื้อกูลการส่งออก Williamson ไม่ได้เสนอให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่หรือลอยตัวอย่างสุดโต่ง (Two Conner Solution) ในทางตรงกันข้ามเสนอให้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระหว่างกลางระหว่างสองระบบ ดังที่แสดงความเห็นในปี 2543 ว่า

My own preference remains an intermediate regime of limited flexibility, provided that excludes an old-fashioned adjustable peg, even if such a regime is more likely to spawn speculative pressures than a floating rate. Williamson (2000: 253)

เครื่องมือที่หก ว่าด้วยการเปิดเสรีด้านการค้าระหว่างประเทศ (Trade Liberalization)

ประการแรก รัฐบาลควรลดอัตราภาษีศุลกากรขาเข้าให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะ อัตราภาษีศุลกากรระดับต่ำจูงใจให้เกิดการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ

ประการที่สอง รัฐบาลไม่ควรเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าขั้นกลาง (Intermediate goods) ที่ไปใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออก เพราะการเก็บภาษีอากรขาเข้าจากสินค้าขั้นกลางทำให้ผู้ผลิตแบกรับต้นทุนในการผลิต และลดแรงจูงใจในการส่งออก

เครื่องมือที่เจ็ด ว่าด้วยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Liberalization of Inflows of Foreign Direct Investment)

เสนอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะการลงทุนจากต่างประเทศนำไปสู่ผลประโยชน์ 2 ประการ คือ การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

เครื่องมือที่แปด ว่าด้วยการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลไปสู่ภาคเอกชน (Privatization)

เสนอให้ลดบทบาทของรัฐบาลในการผลิตสินค้าและบริการโดยตรง โดยถ่ายโอนหน้าที่การผลิตไปให้เอกชน เพราะในวิสาหกิจเอกชนไม่มีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกระหว่างความเป็นเจ้าของและการควบคุม (Separation of ownership and control) ขณะที่รัฐวิสาหกิจประสบปัญหา อันนำไปสู่แรงจูงใจและประสิทธิภาพการผลิตในระดับต่ำโดยเปรียบเทียบ

เครื่องมือที่เก้า ว่าด้วยการลดการควบคุมและการกำกับ (Deregulation)

เสนอให้รัฐบาลลดการควบคุมและการกำกับระบบเศรษฐกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะการควบคุมและการกำกับของรัฐบาลล้วนแล้วแต่มีต้นทุน นอกจากนี้ยังเกื้อกูลต่อการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ

เครื่องมือที่สิบ ว่าด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (Secure Property Right)

เสนอให้รัฐบาลกำหนดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้ชัดเจน เพราะกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ชัดเจนสามารถแก้ปัญหา Tragedy of the common ทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ในช่วงก่อนวิกฤติการณ์การเงิน 2540 วิวาทะในวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นวิวาทะในแนวคิดพื้นฐานที่แตกต่างกันระหว่าง ฉันทมติแห่งเคนส์ (Keynesian Consensus: KC) กับฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus: WC) ทั้งด้านการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และอุดมการณ์ทางการเมือง ในประเด็นดังต่อไปนี้

 

การแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

Washington Consensus: WC ยึดมั่นในประสิทธิภาพกลไกราคา แต่ Keynesian Consensus: KC เชื่อว่า กลไกราคาไม่สามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปัญหาความยากจน การกระจายรายได้ และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ KC จึงมีข้อสนับสนุนให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงการทำงานของกลไกราคา แต่ฝ่าย WC เห็นว่า การแทรกแซงของรัฐบาลมีต้นทุนซึ่งอาจมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ ดังนั้น WC เน้นที่ความล้มเหลวของภาครัฐบาล (Government Failure) ขณะที่ KC เน้นความล้มเหลวของกลไกตลาด (Market Failure)

เสรีนิยมทางเศรษฐกิจ

WC สนับสนุนแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเสรีนิยมสมัยใหม่ (Neo-liberalism) ซึ่งมีข้อสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น เสรีนิยมทางการเงิน การค้า และการลงทุน แรงผลักดันนี้เกิดจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก กลุ่มทุน Wall Street และองค์กรการค้าโลก

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

WC เน้นการรักษาเสถียรภาพของราคา แต่ KC เน้นการแก้ไขปัญหาการว่างงาน ประเด็นนี้เกิดวิวาทะเนื่องมาจากการพยายามรักษาเสถียรภาพของราคาของ WC ซึ่งมีนัยเชิงนโยบายรักษาระดับเงินเฟ้อให้ต่ำ (Deflationary bias) ในวงวิชาการมีการประมาณค่าที่ต้องสละ (Sacrifice Ratio) ว่าถ้าต้องการลดเงินเฟ้อลง 1 เปอร์เซ็นต์ จะต้องแลกกับการสูญเสียการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกี่เปอร์เซ็นต์

ยุทธศาสตร์การพัฒนา

WC สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด (Outward Orientation) อย่างชัดเจน ขณะที่ KC มีความเห็นสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบปิด (Inward Orientation) ซึ่งจากยุทธศาสตร์การพัฒนาข้างต้นทำให้ WC สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออก (Export Promotion) ขณะที่ KC สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution)

นโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

WC สนับสนุนการกำหนดกฎ (Rule) ให้ชัดเจน ภาครัฐบาลมีหน้าที่ดำเนินนโยบายตามกฎที่ประกาศไว้ ขณะที่ KC สนับสนุนให้รัฐบาลใช้ดุลยพินิจ (Discretion) ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ข้อโต้แย้งของ WC และ KC ในประเด็นนี้เป็นวิวาทะในวงวิชาการสำนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกใหม่ กับสำนักเศรษฐศาสตร์เคนส์ว่าด้วย Rule Versus Discretion เสนอครั้งแรกโดย Kydland และ Prescott[12] ในบทความ Rule rather than Discretion: The Time Inconsistency of Optimal Plan ตีพิมพ์ใน Journal of Political Economy ปี 2520 ซึ่งมีคำอธิบายโต้ตอบเรื่องความสมเหตุสมผลของการใช้ดุลยพินิจจากชุมชนวิชาการ New Keynesian ในเวลาต่อมา

 

ความสมเหตุสมผลทางวิชาการของฉันทมติแห่งวอชิงตันช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงิน 2540 เข้ามีอิทธิพลต่อกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียอย่างน้อย 3 ทาง

ทางแรก พัฒนาการของเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลมีส่วนให้นักวิชาการ และผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจรับรู้ถึงความสมเหตุสมผลดังกล่าว

ทางที่สอง การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิชาการขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ กับนักวิชาการในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และ

ทางสุดท้าย เงื่อนไขผูกพันจากเงินกู้ (Policy conditionality) จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศซึ่งสนับสนุนแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจโดยมีพื้นฐานทางวิชาการจากฉันทมติแห่งวอชิงตัน โดยเรื่องความเหมาะสมของเงื่อนไขผูกพันจากเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศต่อผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในบริบทของช่วงหลังเกิดวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย 2540

 

อิทธิพลของฉันทมติแห่งวอชิงตันต่อแนวนโยบายเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกที่ชัดเจนคือ แนวทางเสรีนิยมทางการเงิน (Financial Liberalization) งานศึกษาสนับสนุนความสมเหตุสมผลของการเปิดเสรีการเงินเริ่มจาก McKinnon (1973) และ Shaw (1973) โดย McKinnon และ Shaw เห็นว่า ปรากฏการณ์ Financial Repression มีผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกล่าวคือ การที่รัฐบาลควบคุมอัตราดอกเบี้ยโดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตลาด ส่งผลให้ระดับการออม การลงทุน และอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น

            ข้อเสนอเชิงนโยบายคือ รัฐบาลควรเลิกควบคุมอัตราดอกเบี้ย ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยถูกกำหนดโดยตลาด สนับสนุนการเปิดเสรีทางการเงิน ให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าออกอย่างเสรี โดยเชื่อว่า การเปิดเสรีการเงินจะนำไปสู่การพัฒนาตลาดเงินและเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์ของแนวนโยบายทางการเงินของกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกในระหว่างช่วงปี 2516 (ปีที่ McKinnon และ Shaw เขียนบทความ) ถึงปี 2539 (1 ปีก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงินในประเทศไทย) พบว่า กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ล้วนมีแนวนโยบายเห็นพ้องกับความสมเหตุสมผลของการเปิดเสรีการเงินทั้งสิ้น (ดูตารางที่ 3 และ 4)

 

ตารางที่ 3

การเปิดเสรีการเงินของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก

ระหว่าง 2516-2539

 

ประเทศ

การควบคุมสินเชื่อ

การควบคุมอัตราดอกเบี้ย

การควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุน

การควบคุมการปริวัตรทางการเงิน

การถ่ายโอนหน้าที่ทางการเงินจากรัฐบาลสู่เอกชน

ฮ่องกง        2516

                  2539

L

L

LL

L

B: R;NBFI: LL

L

L

L

L
L

อินโดนีเซีย   2516

                  2539

B: R

LL

B: R

L

R

LL

R

R

R

R

เกาหลี         2516

                  2539

R

LL

R

LL

R

B: PR; NBFI: LL

R

PR

R

LL

มาเลเซีย      2516

                   2539

R

LL

R

L

R

B: PR;NBFI: LL

LL

LL

LL

LL

สิงคโปร์       2516

                   2539

L

L

L

L

B: R; NBFI: LL

B: R; NBFI: LL

L

L

L

L

ไต้หวัน        2516

                 2539

R

PR

R

LL

R

B: PR; NBFI: LL

R

PR

R

R

ไทย            2516

                 2539

R

LL

R

L

R

LL

-

-

PR

LL

ที่มา: Williamson and Mahar (1998)

หมายเหตุ: L = Liberalized, LL = Largely Liberalized, R = Repressed, PR = Partly Repressed, B = Banks, NBFI = Non-Bank Financial Institution

 

ตารางที่ 4

การเปิดเสรีการเงินของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก

ระหว่าง 2616-2539

 

ประเทศ

เริ่มเปิดเสรีทางการเงิน

ช่วงที่มีการเปิดเสรีทางการเงินอย่างสูง

ฮ่องกง

2521

2516 – 2539

อินโดนีเซีย

2526

2532 – 2539

เกาหลี

2526

ไม่ศึกษา

มาเลเซีย

2520

2535 – 2539

ฟิลิปปินส์

2524

2537 – 2539

สิงคโปร์

2521

2516 – 2539

ไต้หวัน

2532

ไม่ศึกษา

ไทย

กลางทศวรรษที่ 2520

2535 – 2539

ที่มา: Williamson and Mahar (1998)

 

งานศึกษาเชิงประจักษ์ที่เสนอผลของการเปิดเสรีการเงินต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงก่อนวิกฤติการณ์ 2540 ส่วนมาก มีแนวโน้มสนับสนุนความสมเหตุสมผลของการเปิดเสรีทางการเงิน เช่น King and Levine (1993) พบสหสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญระหว่าง ระดับการพัฒนาของตลาดการเงิน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กับความมีประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ

 
4 วิวาทะว่าด้วยการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่
 
               วิกฤติการณ์การเงินเอเชียเริ่มจากการโจมตีค่าเงินบาทอันนำไปสู่การลดค่าเงินบาทของประเทศไทยในกลางปี 2540 แล้วจึงลุกลามสู่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ผลของวิกฤติการณ์การเงินเอเชียที่เริ่มต้นในปี 2540 ก่อวิวาทะในชุมชนเศรษฐศาสตร์ในประเด็นที่หลากหลายมากขึ้น[13]
               การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ (Neo-liberalism) ถูกนิยามให้มีความหมายเท่ากับแนวทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจตามคำแนะนำเชิงนโยบายจากฉันทมติแห่งวอชิงตัน (The Washington Consensus Policy Recommendation) และเมื่อยึดตามการตีความของ Summers and Prichett (1993) สิ่งที่เรียกว่า แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามคำแนะนำเชิงนโยบายจากฉันทมติแห่งวอชิงตัน สามารถสรุปได้ด้วยคำที่ลงท้ายด้วย ation 4 ตัว ดังนี้
               1. Liberalization แนวทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ อันประกอบด้วยเสรีนิยมทางการค้า การบริการ การเงิน การลงทุน และการผลิต
               2. Stabilization การรักษาเสถียรภาพของราคา
               3. Privatization การถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชน
               4. Deregulation การลดการควบคุมและการกำกับ
               
               ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงิน 2540 มีข้อวิจารณ์จากชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักว่า การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่แม้ว่าจะก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มิได้ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่อง สภาพแวดล้อม ภาคการเกษตร การกระจายรายได้ และความยากจน เท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมิได้ทำให้ภาวะการกระจายรายได้ดีขึ้น และความยากจนสัมพัทธ์ของกลุ่มประเทศดังกล่าวลดลง อันเป็นวิวาทะว่าด้วย Trickle down Hypothesis และความยากจนสัมบูรณ์กับความยากจนสัมพัทธ์ (Absolute versus Relative Poverty)
               วิวาทะต่อมาเป็นวิวาทะที่โต้แย้งระหว่างประสิทธิผลของแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution) กับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออก (Export Promotion) โดยนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักพยายามชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่ดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออกจะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าประเทศที่ดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งนำไปสู่วิวาทะที่ว่า ปัจจัยใดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสำคัญกว่ากันระหว่างปัจจัยภายนอกกับปัจจัยภายในประเทศ 
               วิวาทะนี้เริ่มต้นด้วย Export as an Engine of Growth Hypothesis หรือ สมมติฐานว่าด้วยการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีงานวิจัยโต้กันว่าสมมติฐานนี้เป็นจริงหรือไม่
               วิวาทะต่อมาเป็นวิวาทะเรื่องสหสัมพันธ์ระหว่างการส่งออกกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเด็นแรกคือ สหสัมพันธ์ดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่ ประเด็นที่สองคือ การส่งออกเป็น “เหตุหรือเป็นผล” ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ อัตราการส่งออกกำหนดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม (Causality relation) 
               ประเด็นต่อมาเป็นวิวาทะเชิงตรรกะว่าด้วย Fallacy of Composition[14] ซึ่งโยงกับประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออก 
               Fallacy of Composition เสนอครั้งแรกโดย Cline (1982) พิสูจน์ว่า ความสำเร็จของยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อส่งเสริมการส่งออกจะประสบความสำเร็จเฉพาะในกรณีที่มีเพียงบางประเทศดำเนินยุทธศาสตร์นี้ แต่หากว่าทุกประเทศดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อส่งเสริมการส่งออกแบบเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน จะทำให้เกิดปัญหาการผลิตล้นเกิน การกีดกันทางการค้า และไม่อาจประสบความสำเร็จจากแนวทางการพัฒนาดังกล่าว พูดอีกนัยหนึ่งคือ ความเป็นจริงในส่วนย่อยอาจไม่เป็นจริงในส่วนใหญ่
               
               ในช่วงหลังวิกฤติการณ์การเงิน 2540 วิวาทะสำคัญคือ วิวาทะว่าด้วยการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ เป็นต้นเหตุของวิกฤติการณ์การเงิน 2540หรือไม่
               แม้ว่ากลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกจะเผชิญกับวิกฤติการณ์การเงิน 2540 นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจำนวนไม่น้อย เช่น John Williamson และ Laura Tyson พยายามเสนอว่า กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกยังควรยึดถือฉันทมติแห่งวอชิงตันเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ และเห็นว่า การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ไม่ใช่ต้นเหตุแห่งวิกฤติการณ์เงินของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก[15]
               ในทางตรงกันข้าม ชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักพยายามตรวจสอบพื้นฐานทางวิชาการของฉันทมติแห่งวอชิงตัน และชี้ข้อจำกัดของการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
               Wolfson (2000) บ่งชี้ความสัมพันธ์ระหว่างยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ต่อวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย 2540 โดยให้ความสำคัญกับเรื่องการเร่งเปิดเสรีทางการเงิน (Financial Liberalization) ความเปราะบางทางการเงิน (Financial Fragility) การเก็งกำไรค่าเงิน (Speculation) และบทบาทของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในการกำหนดเงื่อนไขผูกพันจากเงินกู้ Wolfson (2000) เสนอข้อสรุปว่า วิกฤติการณ์การเงิน 2540 เป็นผลจากการที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกดำเนินการพัฒนาตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ (ดูตารางที่ 5)

 

ตารางที่ 5

ความสัมพันธ์ระหว่างยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่

ต่อวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย

 

แนวทางการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่

นำไปสู่

วิกฤติการณ์การเงิน

การเปิดเสรีทางการเงิน

การไหลออกของทุน

ความเปราะบางทางการเงิน

การผ่อนคลายข้อบังคับ

ภายในประเทศ

ส่งเสริมการเติบโตของ

ตลาดหุ้น

การเก็งกำไร

โรงงานผลิตของโลก

การผลิตล้นเกิน

กำไรต่ำ

การเปิดเสรีทางการเงิน

การไหลออกของทุน

ค่าเงินตกต่ำ

พึ่งพิงต่อความเชื่อมั่นของ

นักลงทุนระหว่างประเทศ

นโยบายเศรษฐกิจมหภาค

ที่เข้มงวด

ความไร้อำนาจในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ

นโยบายของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

สนับสนุนตลาดเสรี

ปัญหาหนี้ และเงินเฟ้อ

ที่มา: Wolfson (2000)

 

Ha-Joon Chang (2002) พิสูจน์สมมติฐานว่าด้วย “Kicking Away the Ladder” Chang (2002) เริ่มต้นด้วยคำถามหลัก 2 คำถาม

คำถามแรก นโยบายและสถาบันที่ดี (Good policies and institutions) ที่ประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบัน และ องค์กรการเงินระหว่างประเทศ พยายามเสนอแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาในช่วงปี 2523-2533 ไม่ว่าเรื่อง นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มงวด (Restrictive Macroeconomic Policy) การเปิดเสรีการค้าและการลงทุน (Liberalization of International Trade and Investment) การถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชน (Privatization) และ การลดการกำกับและการควบคุม (Deregulation) เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับประเทศที่กำลังพัฒนาในปัจจุบันหรือไม่

คำถามที่สอง ใช่หรือไม่ว่า แนวนโยบายชุดนี้ได้เคยถูกนำไปปฏิบัติ เมื่อครั้งที่ประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาในอดีต หากไม่ใช่ อะไรคือเหตุจูงใจให้ประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบันพยายามเสนอแนวนโยบายชุดดังกล่าวแก่ประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบัน

            เหตุผลเบื้องหลัง และ ชื่อของสมมติฐาน “Kicking away the ladder” มาจากงานของ Friedrich List ดังที่อ้างในตอนต้นของการศึกษาว่า

            It is a very common clever device that when anyone has attained the summit of greatness, he kicks away the ladder by which he has climbed up, in order to deprive others of the means of climbing up after him (Chang 2002: 5)

            Chang (2002) พิสูจน์สมมติฐานดังกล่าวผ่านการสืบค้นข้อมูลประวัติศาสตร์โดยแสดงให้เห็นว่า สถาบัน ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดแนวนโยบายที่ดี กล่าวคือ สถาบัน ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ที่ต่างกันเป็นปัจจัยกำหนดแนวนโยบาย ความสำเร็จและความล้มเหลวของนโยบายที่ต่างกัน

            Chang (2002) ยังแสดงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เช่น นโยบายปกป้องอุตสาหกรรมทารก (Infant industry protection) ที่องค์กรการเงินระหว่างประเทศ และประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า เป็นนโยบายที่สมควรยกเลิก เพราะมีส่วนในการบิดเบือนและลดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของอุตสาหกรรม กลับเคยใช้อย่างแพร่หลายโดยประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบัน เช่น เนเธอร์แลนด์ สเปน อังกฤษ เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา ในศตวรรษที่ 2440

            เหตุใดแนวนโยบายชุดที่ประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบันเคยใช้ในอดีต ไม่เพียงแต่ถูกมองว่าเป็นนโยบายที่เลว (Bad policy) หากแต่ยังนำเสนอนโยบายต่างชุดที่มีพื้นฐานทางวิชาการแย้งกันอย่างชัดเจน เช่น การเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศโดยลดการกีดกันทางการค้า กับ การคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศโดยเพิ่มการกีดกันทางการค้า

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ข้างต้นสนับสนุนสมมติฐานว่าด้วย “Kicking away the ladder” และตอบคำถามเองเหตุจูงใจของประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันในการเสนอนโยบายต่างชุดกับนโยบายที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตแก่ประเทศกำลังพัฒนา กล่าวคือ แนวนโยบายทั้งในเรื่องการเปิดเสรีการค้า การลงทุน การเงิน การลดการกำกับดูแล และผ่อนคลายข้อจำกัดทางการเงินระหว่างประเทศที่องค์กรการเงินระหว่างประเทศเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการ ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันทั้งสิ้น[16]

 
5 วิวาทะว่าด้วยกระบวนการโลกานุวัตร
               
               โลกานุวัตรเป็นกระบวนการเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ของโลกเข้าด้วยกัน การเชื่อมโยงดังกล่าวอาศัยการสร้างเครือข่ายการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ และเมื่อประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายเสรีนิยมทางการเงิน มีผลให้ตลาดการเงินของประเทศต่างๆ ผนึกเข้ากับตลาดการเงินระหว่างประเทศ
               กระบวนการโลกานุวัตรได้รับการส่งเสริมสำคัญจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ อันนำไปสู่การเติบโตอย่างรวดเร็วของกระบวนการโลกานุวัตรในช่วง 30 ปีสุดท้ายของศตวรรษที่ 2500
               
               ในบริบทของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ก่อเกิดวิวาทะที่ว่ากระบวนการโลกานุวัตรเป็นต้นเหตุของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 หรือไม่ ?
               วิวาทะดังกล่าวให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องความไร้เสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Instability) ความไร้อำนาจในการบริหารนโยบายรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ อันเนื่องมาจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ผูกติดกับความเชื่อมั่นและพฤติกรรมการลงทุนของกลุ่มทุนระหว่างประเทศ ความตื่นตระหนกทางการเงิน (Financial Panic) และการแพร่กระจาย (Contagion) ของวิกฤติการณ์การเงินจากประเทศหนึ่งสู่ประเทศหนึ่ง 
               วิวาทะข้างต้นโดยพื้นฐานเป็นวิวาทะอันเกิดจากอุดมการณ์ที่ต่างกัน (Ideological debate) ด้านหนึ่ง กลุ่มทุนระหว่างประเทศและประเทศที่พัฒนาแล้วที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระบวนการโลกานุวัตรพยายามเกื้อหนุนการเจริญเติบโตของกระบวนการโลกานุวัตร อีกด้านหนึ่ง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการโลกานุวัตรพยายามชี้ให้เห็น ข้อจำกัดของกระบวนการโลกานุวัตรต่อยุทธศาสตร์การพัฒนา ความยากจน สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมภายในประเทศ
               Heribert Dieter จากมหาวิทยาลัย Warwick เสนอบทความเรื่อง Crisis in Asia or Crisis of Globalization? ในปี 2541 
               Dieter (1998) เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงการตีความจุดเริ่มต้นของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ที่แตกต่างกันของชุมชนวิชาการ และพยายามชี้ให้เห็นว่า สาเหตุสำคัญอันนำไปสู่วิกฤติการณ์การเงิน 2540 คือ ข้อจำกัดของกระบวนการโลกานุวัตร และแนวนโยบายผ่อนคลายข้อจำกัดทางการเงิน กล่าวคือ กระบวนการโลกานุวัตรมีส่วนสนับสนุนการเปิดเสรีด้านการเงินประกอบกับการที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกไม่มีความสามารถในการควบคุมการไหลเข้าออกของทุนระยะสั้น อันนำไปสู่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน 
               การไหลเข้าออกทั้งในเชิงปริมาณและความถี่นำไปสู่การเก็งกำไรต่อค่าเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และการที่เสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกต้องพึ่งพิงต่อ สถาบันจัดอันดับทางการเงินระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ
               Dieter (1998) แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ เช่น สถาบันจัดอันดับทางการเงินระหว่างประเทศ เช่น Moody และ Standard and Poor มีแนวโน้มที่จะจัดอันดับความมั่นคงทางการเงินแก่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกในทิศทางเดียวกัน และเป็นการจัดอันดับที่อ่อนไหวตามความตื่นตระหนก (Panic) แทนที่จะแปรผันตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Fundamental) ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว มีส่วนทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนระหว่างประเทศและเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก
               ส่วนที่สองของ Dieter (1998) เสนอแนวทางการจัดการวิกฤติการณ์การเงินในอนาคต ข้อเสนอสำคัญได้แก่ การควบคุมการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ การออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่ การปฏิรูปองค์กรการเงินระหว่างประเทศ ซึ่ง Dieter (1998) หมายถึง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ 

Eichengreen (1999) เห็นว่า วิกฤติการณ์การเงินเอเชีย 2540 เป็นจุดเริ่มที่เหมาะสมในการนำเสนอการออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่ (New International Financial Architecture: NIFA) โดยข้อเสนอมุ่งสู่ประโยชน์ 3 ประการ คือ การป้องกัน (Prevention) การพยากรณ์ (Prediction) และการจัดการ (Management) วิกฤติการณ์การเงินในอนาคต ข้อเสนอเรื่องการกำกับดูแลภาคการธนาคาร การเก็บภาษีจากเงินทุนต่างประเทศระยะสั้น เพื่อควบคุมความไร้เสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ และการปฏิรูปองค์กรการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นประเด็นหลักของการออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่

ข้อเสนอการออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่ที่สำคัญ อาทิเช่น Soros (1997; 1998) เสนอ An International Debt Insurance Agency เพื่อประกันความสูญเสียของผู้ให้กู้ยืม จากการผิดนัดชำระหนี้ของประเทศผู้กู้ยืม โดยเสนอให้ประเทศผู้กู้ยืมทุกประเทศจ่ายเงินบางส่วนเพื่อรวบรวมเป็นเงินทุนสำรองชดเชยความเสียหายของผู้ให้กู้ยืม ในกรณีที่ผู้กู้บางประเทศไม่มีความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ และเสนอให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศมีบทบาทในการกำหนดระดับเพดานเงินกู้มาตรฐานในแต่ละประเทศ โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของแต่ละประเทศ ระดับเงินกู้ที่สูงกว่าระดับเพดานเงินกู้มาตรฐานจะไม่ได้รับการประกันความสูญเสียและกองทุนการเงินระหว่างประเทศสามารถกำหนดบทลงโทษเมื่อประเทศผู้กู้ยืมผิดนัดการชำระหนี้ เช่น กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยตลาด

Meltzer (1998) เสนอ True International Lender of Last Resort โดยมีสาระสำคัญคือการลดบทบาทของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในฐานะผู้ให้กู้ยืมรายสุดท้าย เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศต้องจำกัดปริมาณเงินกู้ระยะสั้นที่มีความเสี่ยงสูงแก่ประเทศที่ไม่ประสบปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันลักษณะการให้กู้ของกองทุนเงินระหว่างประเทศจำเป็นต้องกำหนดหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยเชื่อว่า การลดบทบาทของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในฐานะผู้ให้กู้ยืมรายสุดท้ายสามารถแก้ปัญหา Moral Hazard ระหว่างประเทศ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF, 2002) เสนอ 5 มาตรการในการปฏิรูประเบียบการเงินระหว่างประเทศ ได้แก่

1.           สนับสนุนความโปร่งใส โดยเพิ่มแรงจูงใจให้ภาครัฐบาลแต่ละประเทศเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเรื่องภาวะการเงินภายในประเทศ

2.           พัฒนามาตรฐานเรื่องการจัดอันดับทางการเงินระหว่างประเทศ

3.           เปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญเรื่องลำดับการเปิดเสรี และเงื่อนไขจำเป็นพื้นฐาน

4.           เสริมสร้างความเข้มแข็งในภาคการเงิน โดยสร้างมาตรฐานในการประเมินและจัดการความเสี่ยง

5.           แก้ไขปัญหาเรื่องสภาพคล่องและการล้มละลายของภาคเอกชน โดยปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม Eichegreen (1999) วิจารณ์ 5 มาตรการปฏิรูประเบียบการเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศว่ามีความเป็นไปไม่ได้ในรายละเอียด

            Bird and Rajan (2002) สรุปสาระสำคัญของข้อเสนอการจัดระเบียบการเงินเอเชีย (Asian Financial Architecture) เนื่องจากข้อเสนอโดยรวมของ NIFA ประสบปัญหา 2 ประการ คือ ประการแรก พัฒนาการเรื่องข้อเสนอการออกแบบสถาปัตยกรรมระหว่างประเทศใหม่ ทั้งข้อเสนอโดยบุคคล องค์กร และประเทศเป็นไปอย่างเชื่องช้า และข้อเสนอบางเรื่องไม่เป็นประโยชน์กับกลุ่มประเทศเอเชีย ประการที่สอง เงื่อนไขผูกพันเงินกู้ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหาได้แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและตอบสนองความต้องการพื้นฐานของกลุ่มประเทศเอเชีย

Bird and Rajan (2002) เสนอสาระสำคัญของข้อเสนอการจัดตั้งกองทุนการเงินเอเชีย (Asian Monetary Fund: AMF) โดยให้กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกร่วมมือกันปฏิรูประบบการเงินในภูมิภาค กำหนดอัตราแลกเปลี่ยน และการให้กู้ยืมระยะสั้นภายในเอเชีย โดยเชื่อว่า กองทุนการเงินเอเชียจะทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเงินภายในเอเชีย และทำให้กลุ่มประเทศเอเชียเป็นอิสระจากเงื่อนไขผูกพันเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

วิวาทะที่ว่า กระบวนการโลกานุวัตรเป็นเหตุปัจจัยอันนำมาซึ่งวิกฤติการณ์การเงิน 2540 หรือไม่ แม้จะไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นปัญหาร่วมกันว่า การเชื่อมโยงตลาดการเงินระหว่างประเทศต่างๆ การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว ความไม่สมบูรณ์และความไร้สมมาตรของสารสนเทศในตลาดการเงิน และการขาดระเบียบการเงินระหว่างประเทศที่ชัดเจนและมีประสิทธิผล มีผลต่อการก่อเกิดของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ด้วยเหตุดังนั้น จึงเกิดข้อเสนอว่าด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่ (New International Financial Architecture: NIFA) และการจัดระเบียบการเงินระหว่างประเทศในเอเชีย ดังเช่นข้อเสนอการจัดตั้งกองทุนการเงินเอเชีย (Asian Monetary Fund: AMF)

 

6 วิวาทะว่าด้วยทุนนิยมเอเชีย 
 
               หลังจากวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย 2540 เริ่มต้น ระบบทุนนิยมเอเชีย (Asian Capitalism) ซึ่งเคยถูกยกเป็นปัจจัยหลักในการอธิบายความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงินจากชุมชนวิชาการเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก ถูกวิพากษ์โดยกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลักว่าเป็นปัจจัยหลักอันก่อให้เกิดวิกฤติการณ์การเงิน 2540 
               Developmental State ถูกขนานนามใหม่โดยกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลักว่าเป็นทุนนิยมพวกพ้อง (Crony Capitalism) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและธุรกิจเอกชนถูกอธิบายว่า ทำให้เกิดการรับประกันความเสี่ยง การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ และปัญหา Moral Hazard อันนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ
               วิวาทะว่าด้วยทุนนิยมเอเชีย (Asian Capitalism) เป็นวิวาทะหลักระหว่าง Home grown thesis เสนอโดย Stanley Fischer (1998) แห่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และ Anti-Home grown thesis เสนอโดย Ajit Singh (1998a, 1998b) จากมหาวิทยาลัย Cambridge และ Rajan and Zingales (Forthcoming) จากมหาวิทยาลัย Chicago
 
               6.1 Home Grown Thesis 
               
               Home Grown Thesis เสนอโดย Fischer (1998) โดยมีผู้สนับสนุนสำคัญ เช่น Michel Camdessus, Alan Greenspan และ Lawrence Summers ระบบความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างภาครัฐบาลกับธุรกิจเอกชนในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกทั้งในเรื่องพวกพ้อง (Cronyism) ความไม่โปร่งใส (Non-transparency) และการไม่สามารถปรับตัวต่อระบบตลาดเสรี เช่นกรณีสัญญาการจ้างงานตลอดชีพในประเทศญี่ปุ่น Home Grown Thesis ชี้ว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทำให้เกิดการประกันความเสี่ยงอันนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และปัญหา Moral hazard อันนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ไร้ประสิทธิภาพ

ปัญหาข้างต้นถูกผนวกกับการบริหารการจัดการนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ผิดพลาด เช่นเรื่อง Three Impossible Trinities[17] กล่าวคือ สถานการณ์ที่ภาวะ 3 ประการ ที่ไม่สามารถเกิดได้พร้อมกัน อันได้แก่ 1 อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ 2 การไหลเข้าออกของเงินทุนเสรี และ 3 นโยบายการเงินที่มีประสิทธิผล นอกจากนี้กรณีความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐบาลและธุรกิจเอกชน ทั้งในอินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ถูกยกเป็นกรณีตัวอย่างในคำอธิบายข้างต้น

               
               6.2 Anti-Home Grown Thesis
               
               บทความที่โต้แย้ง Home grown thesis อย่างชัดแจ้งคือ Ajit Singh (1998a, 1998b) และ Raghoram Rajan and Luigi Zingules (Forthcoming)
               Singh (1998a, 1998b) เสนอบทความที่มีชื่อเป็นคำถามว่า วิกฤติการณ์การเงิน 2540 เป็นจุดจบของแบบจำลองเอเชียหรือไม่? (“Financial Crisis in East Asia: The End of the Asian Model?”)
               เพื่อโต้แย้ง Home Grown Thesis Singh (1998b) เสนอแบบจำลองเอเชียในอุดมคติ (Ideal Type Developmental State) อันมีลักษณะสำคัญประกอบด้วย (Singh 1998b: 7-8)
               1. ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างภาครัฐบาลกับกลุ่มธุรกิจเอกชน ซึ่งนำไปสู่การปรึกษาหารือและการปันข่าวสารข้อมูล
               2. การแทรกแซงจากรัฐบาลเป็นแบบชักจูง (Administrative guidance) มากกว่าการออกกฎระเบียบที่เป็นทางการ (Formal legislation)
               3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจกับภาคการเงินเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว ทำให้ภาคธุรกิจมีความสามารถในการตัดสินใจระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ
               4. การร่วมมือกันระหว่างภาคการจัดการและสหภาพแรงงานถูกสนับสนุนจากสัญญาการจ้างงานตลอดชีพ
               5. ภาครัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสริมการลงทุน และการปรับปรุงเทคโนโลยี โดยประเด็นเรื่องการแข่งขันเป็นประเด็นที่ถูกให้ความสำคัญในลำดับรองลงมา
               Singh (1998b) เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐบาลกับธุรกิจเอกชน หาใช่ความสัมพันธ์แบบพวกพ้อง (Cronyism) ที่นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรผิดพลาดในทุกกรณี หากแต่เป็นความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic relationship) ที่ช่วยให้ทั้งภาครัฐบาลและธุรกิจเอกชนจัดสรรทรัพยากรในระยะยาว
               ตามทรรศนะของ Singh (1998a; 1998b) วิกฤติการณ์การเงิน 2540 ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก (Endogenous factors) ดังที่ Home grown thesis พยายามอธิบาย แต่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น การคาดการณ์เรื่องความมั่นคงของนักลงทุน และ ปรากฏการณ์ Self-fulfilling การเร่งเปิดเสรีการเงินโดยที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกไม่มีความสามารถเพียงพอในการบริหารจัดการ
               นอกจากนี้ Singh (1998a) ชี้ให้เห็นความผิดพลาดของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มประเทศเอเชียที่ประสบวิกฤติการณ์การเงิน ในประเด็นสำคัญ อาทิ
               1. การควบคุมการใช้จ่ายของภาครัฐบาลในขณะดุลบัญชีเดินสะพัดไม่อยู่ในดุลยภาพ (Current account disequilibrium) อันนำไปสู่การถดถอยของระบบเศรษฐกิจ
               2. การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อหยุดการไหลออกของเงินทุน และเพิ่มความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนระหว่างประเทศ อันนำไปสู่ปัญหาการขาดสภาพคล่อง และการล้มละลายของภาคธุรกิจ

 

ประเด็นถกเถียงเรื่องความสมเหตุสมผลของเงื่อนไขการดำเนินนโยบายที่ผูกติดกับเงินกู้ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF Policy Conditionality) เป็นหัวข้อถกเถียงสำคัญในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์

             (IMF: 2002) ให้เหตุผลสนับสนุนความสมเหตุสมผลของเงื่อนไขผูกพันจากเงินกู้แก่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกที่ประสบปัญหาวิกฤติการณ์การเงิน โดยชี้แจงว่ากลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกประสบปัญหาอันเนื่องมาจาก การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหาภาคที่ผิดพลาด เช่น การใช้นโยบายงบประมาณขาดดุลที่ไร้ประสิทธิผล อันนำไปสู่ภาวะการขาดดุลการชำระเงิน และดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้ทั้งความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้ระเบียบการเงินระหว่างประเทศแบบเสรีมีความเป็นไปได้สูงที่วิกฤติการณ์การเงินของประเทศหนึ่งจะลุกลามไปสู่ประเทศอื่น (Contagion Effect) ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศมีความจำเป็นที่ต้องช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ และจำต้องกำหนดเงื่อนไขผูกพันเงินกู้เพื่อลดปัญหา Moral Hazard

            อย่างไรก็ตาม ความสมเหตุสมผลของเงื่อนไขผูกพันเงินกู้ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในกรณีการให้ความช่วยเหลือกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกถูกโต้แย้งในหลายประเด็น เช่น เงื่อนไขผูกพันเงินกู้ไม่มีประสิทธิผลทั้งด้านการเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และสถานะของดุลการชำระเงิน เงื่อนไขผูกพันเงินกู้มุ่งเน้นการจัดการอุปสงค์มวลรวม โดยละเลยการจัดการด้านอุปทานมวลรวม ยิ่งไปกว่านั้น การดำรงอยู่ของความสามารถในการกู้ยืมจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ทำให้เกิดปัญหา Moral Hazard ระดับประเทศ กล่าวคือ เงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศมีผลให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีแนวโน้มสุ่มเสี่ยงมากขึ้น

            McCleary (2003) รวบรวมงานศึกษาในเรื่องประสิทธิผลของโครงการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติการณ์การเงินระหว่างประเทศ โดยแบ่งแยกพิจารณางานศึกษาเป็นสองส่วน

            ส่วนแรก พิจารณาประสิทธิผลของโครงการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ประสบวิกฤติเชิงกาละ คือ เปรียบเทียบประสิทธิผลที่มีต่อฐานะของดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current account) ระดับเงินเฟ้อ (Inflation) และระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) ในช่วงก่อนและหลัง (Before and After) การได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

            ส่วนที่สอง พิจารณาประสิทธิผลของโครงการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติในเชิง สถานการณ์จำลอง (Counterfactual) คือ เปรียบเทียบภาวะดุลการชำระเงิน ดุลบัญชีเดินสะพัด ระดับเงินเฟ้อ และระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในสองสถานการณ์ (with and without IMF program) สถานการณ์แรกคือ สถานการณ์จริงที่ประเทศได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และสถานการณ์ที่สองคือ สถานการณ์จำลอง (Counterfactual)[18] ที่ประเทศไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

เมื่อพิจารณาผลการศึกษาโดยรวมพบว่า ไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในประเด็นเรื่องประสิทธิผลของโครงการให้ความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศดังแสดงในตารางที่ 6

 
ตารางที่ 6

ประสิทธิผลของโครงการช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

 

 

งานศึกษา

ช่วงเวลาที่ศึกษา

จำนวนโครงการของ IMF

จำนวนประเทศ

ผลต่อดุลการ

ชำระเงิน

ผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด

ผลต่อ

เงินเฟ้อ

ผลต่อการเจริญเติบโต

ก่อน – หลัง

 

 

 

 

 

 

 

Connors (1979)

2516– 2520

31

23

0

0

0

0

Killick (1984)

2517– 2522

38

24

0

0

-

0

Pastor (1987)

2508– 2524

ไม่แจ้ง

18

+

0

0

0

Goldstein and Montiel (1986)

2517– 2524

 

68

58

-

-

-

-

With– Without

 

 

 

 

 

 

 

Donovan (1982)

2514– 2523

72

44

+

+

-

-

Gylfason (1987)

2520– 2522

32

14

+

ไม่ศึกษา

0

0

Loxley (1984)

2514– 2525

38

38

0

0

-

-

Goldstein and

Montiel (1986)

2517– 2524

68

58

-

+

-

+

ที่มา: McCleary (2003)

หมายเหตุ: + แทน ดีขึ้น, - แทน แย่ลง, 0 แทน ไม่มีข้อสรุป

 

               Rajan and Zingales (Forthcoming) โต้แย้ง Home grown thesis โดยชี้ว่า ระบบทุนนิยมเอเชียสามารถนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพในบางกรณีเท่านั้น แต่ในบางกรณีระบบทุนนิยมแบบเอเชียสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบความสัมพันธ์รูปแบบอื่น
               ระบบทุนนิยมแบบเอเชียนิยามโดยความสัมพันธ์ระยะยาว (Long term Relationship) การพยายามรักษาชื่อเสียง (Reputation) อันเป็นระบบความสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพในกรณีที่พันธะสัญญาไม่สมบูรณ์ (Contract Incompleteness)
               ความสัมพันธ์ระยะยาวของธุรกิจเอกชนกับภาคธนาคารและการรักษาชื่อเสียงของธุรกิจเอกชน ทำให้ภาคธนาคารสามารถให้ธุรกิจเอกชนกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราตลาดในระยะที่ธุรกิจเริ่มต้นและเก็บอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราตลาดเมื่อธุรกิจมีความเข้มแข็ง ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดผลประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ตัวอย่างระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างธนาคาร Sumitomo และบริษัท Mazda ในประเทศญี่ปุ่น เป็นประจักษ์พยานของคำอธิบายนี้
               Rajan and Zingales (Forthcoming) แสดงข้อได้เปรียบของระบบทุนนิยมเอเชียในกรณีที่ระบบความสัมพันธ์ไม่ต้องการสัญญาที่ชัดแจ้ง (Low contractibility) และ ทุนมีอยู่อย่างจำกัด (Low capital) ดังแสดงในตารางที่ 7 
 
ตารางที่ 7

Anti-Home Grown Thesis

 

 

ต้องการสัญญาที่ชัดแจ้ง

ไม่ต้องการสัญญาที่ชัดแจ้ง

ทุนมีไม่จำกัด

(U.S.) Arm’s length

Neither

ทุนมีอย่างจำกัด

Both

(Asian) Relationship

ที่มา: Rajan and Zingales (forthcoming)

               
               ข้อเสนอของ Rajan and Zingales (Forthcoming) คือ กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกควรยึดยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยรัฐบาลมีบทบาทชี้นำเศรษฐกิจ แต่ควรเพิ่มเติมในเรื่องความโปร่งใส (Transparency) และการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนระยะสั้น 
 
7 นัยของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนา
 

ยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ถึงแม้ว่า กระบวนการโลกานุวัตรมีผลให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบปิด (Inward Orientation) เป็นทางเลือกที่ไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม วิกฤติการณ์การเงิน 2540 ควรมีนัยทำให้วงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ปรับปรุงความเชื่อ (Update belief) เรื่องประโยชน์และต้นทุนของยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด (Outward Orientation) ในกรณีประเทศกำลังพัฒนาในอนาคต

            เนื่องจากนัยของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ที่เกี่ยวเนื่องด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาประกอบด้วยขอบเขตที่กว้าง และหลากหลาย[19] บทสรุปจึงเสนอนัยของวิกฤติการณ์การเงิน 1997 ต่อประเด็นเรื่อง การเปิดเสรีทางการเงิน และบทบาทของสถาบันและรัฐบาล เท่านั้น

           

7.1 การเปิดเสรีทางการเงิน (Financial Liberalization)

           

เมื่อกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกมุ่งจะดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด แนวนโยบายเสรีนิยมทางการเงิน และการเปิดเสรีการเงินเป็นแนวนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาดังกล่าว

            ในเบื้องต้น กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกคาดหวังจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการเงิน อย่างน้อยสองประการ (รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ 2541: 7)

ประการแรก การเข้าถึงตลาดการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเท่ากับการผ่อนคลายข้อจำกัดทางด้านทรัพยากร (Resource Constraint) อันเกื้อกูลต่อการขยายตัวของการลงทุนภายในประเทศ

ประการที่สอง การเปิดเสรีทางการเงิน มีผลให้สถาบันการเงินภายในประเทศ จำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพราะต้องเผชิญกับการแข่งขันจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศมากขึ้น

            อย่างไรก็ตาม ต้นทุนอันเนื่องมาจากการเปิดเสรีทางการเงินต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากปัญหา ข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Asymmetric Information) ของตลาดการเงิน อันนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเงินภายในประเทศ และวิกฤติการณ์การเงิน เป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียง และหลักฐานเชิงประจักษ์มากขึ้นในช่วงหลังวิกฤติการณ์การเงิน 2540

Mishkin (1996) เสนอคำอธิบายสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินจากภาวะข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Asymmetric Information) อันนำไปสู่ปัญหา Adverse selection และ Moral hazard ในระดับต่างๆ

            ระดับแรก ตลาดการเงินมีความไม่สมบูรณ์ โดยประสบปัญหาข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตรระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ยืม โดยผู้ให้กู้ไม่ทราบข้อมูลข่าวสารทั้งในเรื่องระดับความเสี่ยง (Risk type) ของผู้กู้ยืมก่อนการทำสัญญา อันนำไปสู่ปัญหา Adverse Selection ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมการลงทุนของผู้กู้ยืม (Effort) ก็เป็นข่าวสารส่วนตัว (Private information) ของผู้กู้ยืมหลังการทำสัญญา อันนำไปสู่ปัญหา Moral hazard ทำให้ธนาคารเข้ามามีบทบาทในตลาดการเงิน

            ระดับที่สอง ตลาดการเงินภายในประเทศประสบภาวะข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตรระหว่างธนาคารกับผู้ฝากเงิน โดยผู้ฝากเงินไม่ทราบข้อมูลข่าวสารในระดับความมั่นคงของธนาคาร ทำให้ผู้ฝากเงินมีความอ่อนไหวต่อข่าวลือ (Rumor) อันนำไปสู่ความตื่นตระหนกทางการเงินและทำให้ตลาดการเงินภายในประเทศอ่อนแอ อันมีผลทำให้รัฐบาลเข้ามีบทบาทในการประกันความเสี่ยงต่อความมั่นคงของภาคการธนาคาร

            อย่างไรก็ตาม การประกันความมั่นคงของภาคการธนาคารจากรัฐบาลโดยที่รัฐบาลไม่มีข้อมูลข่าวสารในเรื่องพฤติกรรมการลงทุนของธนาคารและไม่มีความสามารถในการตรวจสอบดูแล (Monitoring) ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะลงทุนในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่ควร

Mishkin (1996) ชี้ว่า คำอธิบายข้างต้นสามารถอธิบายสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 2440 และวิกฤติการณ์การเงินเม็กซิโกในปี 2537–2538 ได้

            ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ เพื่อลดต้นทุนการตรวจสอบดูแล (Monitoring Cost) ก่อนการเปิดเสรีทางการเงิน รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างระบบการกำกับดูแลระบบสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด (Strong bank regulatory and supervisory system) มีมาตรการตรวจสอบที่โปร่งใสชัดเจน มีระบบการบัญชีที่ได้มาตรฐาน โดยระบบการกำกับดูแลดังกล่าวจำเป็นต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง

Williamson and Mahar (1997) สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดเสรีทางการเงินกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การบริโภค การออม และวิกฤติการณ์การเงิน ในบทวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดเสรีการเงินกับวิกฤติการณ์การเงิน Williamson and Mahar (1997) เสนอข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ คือ เมื่อพิจารณาประเทศที่ประสบวิกฤติการณ์การเงิน พบว่าประเทศส่วนมากจะเปิดเสรีการเงินในระยะ 5 ปีก่อนเกิดวิกฤติ ยิ่งไปกว่านั้น เกือบทุกประเทศที่เกิดวิกฤติการณ์การเงินมีการเปิดเสรีในการไหลเข้าออกของเงินทุนระยะสั้น (ดูตารางที่ 8)

 

ตารางที่ 8

ความสัมพันธ์ของการเปิดเสรีทางการเงินต่อวิกฤติการณ์การเงิน

 

ประเทศ

(ปีที่เกิดวิกฤติการณ์การเงิน)

เปิดเสรีใน

เงินทุนระยะสั้น

เปิดเสรีใน

Portfolio

เปิดเสรีการเงินในระยะ 5 ปีก่อนเกิดวิกฤติ

อาร์เจนตินา (2523)

เปิด

เปิด

ใช่

อาร์เจนตินา (2538)

เปิด

เปิด

ใช่

ชิลี (2524)

เปิด

เปิด

ใช่

เม็กซิโก (2537)

เปิด

เปิด

ใช่

มาเลเซีย (2528)

เปิด

เปิด

ไม่ใช่

ฟิลิปปินส์ (2524)

ไม่เปิด

ไม่เปิด

ไม่มีข้อมูล

ไทย (2540)

เปิด

เปิด

ใช่

สหรัฐอเมริกา (2523)

เปิด

เปิด

ไม่ใช่

แคนาดา (2526)

เปิด

เปิด

ไม่ใช่

ญี่ปุ่น (2535)

เปิด

เปิด

ไม่ใช่

อินโดนีเซีย (2535)

เปิด

เปิด

ไม่ใช่

เกาหลีใต้ (2516)

ไม่เปิด

เปิด

ใช่

ศรีลังกา (2523)

ไม่เปิด

เปิด

ใช่

ที่มา: Williamson and Mahar (1997)

 

Demirguc and Detragiache (1998) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การเปิดเสรีทางการเงินกับวิกฤติการณ์ธนาคาร โดยใช้ข้อมูลของ 53 ประเทศระหว่างปี 2523-2538 พบข้อเท็จจริงสนับสนุน Williamson and Mahar (1997) กล่าวคือ พบสหสัมพันธ์ระหว่างการเปิดเสรีการเงินกับวิกฤติการณ์ธนาคาร ยิ่งไปกว่านั้น สหสัมพันธ์ข้างต้นจะมากขึ้นเมื่อประเทศที่ศึกษามีสภาพแวดล้อมทางสถาบันที่อ่อนแอ โดยตัวแปรที่ใช้ในการประมาณความเข้มแข็งของสถาบัน มีอาทิ ระดับการฉ้อราษฎร์บังหลวง ความเข้มแข็งของกฎหมายการธนาคาร และความสามารถการบังคับใช้สัญญา

            งานศึกษาข้างต้นมีส่วนปรับปรุงความเชื่อเรื่องต้นทุนของการเปิดเสรีทางการเงินต่อประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์การพัฒนาของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกในอนาคตหาใช่การปฏิเสธยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด แต่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกควรใช้ประโยชน์จากยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด โดยคำนึงถึงต้นทุน ข้อจำกัด และเงื่อนไขของความสำเร็จของยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด

            หากเชื่อว่า สาเหตุของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 เป็นผลจากปัจจัยภายใน (Endogenous Factors) ประเด็นเรื่องการควบคุมและกำกับ (Prudential Regulation) การออกแบบสถาบัน (Institutional Design) และการปฏิรูปกฎหมายทั้งในเรื่องการกำหนดรูปแบบพันธสัญญา (Contractual arrangement) และการบังคับใช้ (Enforcement) เป็นประเด็นที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกควรให้ความสำคัญ

            หากเชื่อว่า สาเหตุของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 เป็นผลจากปัจจัยภายนอก (Exogenous Factors) ประเด็นเรื่อง ลำดับของการเปิดเสรีทางการเงิน (Sequencing) และระดับของการเปิดเสรีทางการเงินที่เหมาะสม (Optimal Degree of Openness) เป็นประเด็นที่ควรศึกษาวิจัยในอนาคต

 

7.2 บทบาทของสถาบันและรัฐบาล (Role of Institution and Government)

 

หากยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (Export-oriented Industrialization) ส่งผลต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ หากการทำราคาให้ถูกต้อง (Getting the price right) และแนวนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สมเหตุสมผล (Sound macroeconomic policy) เป็นเงื่อนไขที่เพียงพอในการประสบความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เหตุใดกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกที่มีแนวนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สมเหตุสมผลซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกเสนอเป็นแบบจำลองของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากประสิทธิภาพของการทำราคาให้ถูกต้องและยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกกลับต้องประสบวิกฤติการณ์การเงินในปี 2540

            ปัจจัยทางสถาบันไม่ใช่สาระสำคัญในสายตานักเศรษฐศาสตร์ผู้ยึดมั่นแบบจำลองตลาดสมบูรณ์ของ Arrow-Debrue ในแบบจำลองของ Arrow-Debrue กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินมีความชัดเจน (Property right is well defined) ข้อมูลข่าวสารมีความสมบูรณ์และสมมาตร (Perfect and symmetric information) ยิ่งไปกว่านั้น สภาวการณ์ธรรมชาติ (State of nature) มีความสมบูรณ์ในข้อที่หน่วยเศรษฐกิจสามารถคาดการณ์และประเมินมูลค่าแต่ละสถานการณ์ในอนาคตได้อย่างถูกต้อง มีผลให้สัญญาและตลาดมีความสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ในโลกที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไม่ชัดเจน ข้อมูลข่าวสารไม่มีความสมบูรณ์และไม่สมมาตร สถานการณ์ในอนาคตมีความไม่แน่นอน และเป็นไปได้ที่หน่วยเศรษฐกิจคาดการณ์และประเมินมูลค่าแต่ละสถานการณ์ในอนาคตผิดพลาด ในภาวะดังกล่าวสัญญาและตลาดมีความไม่สมบูรณ์ (Incomplete contract and incomplete market) ทำให้สถาบัน (Institution) ในฐานะของกติกาการเล่นเกม (Rule of the game) เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของหน่วยเศรษฐกิจ และส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ

พัฒนาการของแนวคิดการปฏิรูปเศรษฐกิจ (The first versus the second generation of economic reform)[20] ในปัจจุบันเริ่มยอมรับความสำคัญของสถาบันว่าเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการปฏิรูปเศรษฐกิจ (Rodrick, 2000)

            Aron (2000) รวบรวมงานศึกษาเชิงปริมาณเรื่องสหสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพของสถาบัน (Quality of institution) กับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยตัวแปรร่วมในการประมาณการคุณภาพของสถาบัน (Institution proxies) ของงานศึกษามีอาทิ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (Property right) ระดับทุนทางสังคม (Social capital) เสถียรภาพทางการเมือง (Political stability) ประสิทธิภาพของระบบราชการ (Bureaucratic efficiency) การบังคับใช้กฎหมายและสัญญา (Law and contract enforcement) และระดับความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) เป็นต้น ข้อสรุปของงานศึกษาเชิงปริมาณสนับสนุนพัฒนาการว่าด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจรุ่นที่สอง (The second generation) กล่าวคือ งานศึกษาเชิงปริมาณส่วนมากพบสหสัมพันธ์ระหว่างระดับคุณภาพของสถาบัน ระดับการลงทุน และอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม Aron (2000) เสนอว่า การวิเคราะห์เชิงปริมาณเรื่องความสำคัญของคุณภาพสถาบันต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีการพัฒนาต่อไป เนื่องจากวิธีการศึกษาส่วนใหญ่พบปัญหาเรื่องการวัดคุณภาพของสถาบัน ดัชนีวัดคุณภาพของสถาบันส่วนใหญ่สร้างโดยปราศจากการให้น้ำหนักความสำคัญต่อตัวแปรในการประมาณคุณภาพของสถาบัน หรือเป็นการให้น้ำหนักโดยอัตวิสัย (Subjective) ของนักวิจัย ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนีวัดคุณภาพของสถาบันอย่างง่ายที่ละเลย การพิจารณา Simultaneous equation มีผลให้ข้อสรุปของงานศึกษาไม่สามารถชี้ชัดว่าคุณภาพของสถาบันเป็นตัวกำหนดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือเป็นไปในทิศทางตรงข้าม (Causality Problem)

หากเชื่อตาม Stiglitz (1998) ยุทธศาสตร์การพัฒนาของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกในอนาคตจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเครื่องมือนโยบายที่มากขึ้น (More Instruments) และ เป้าหมายในการพัฒนาในบริบทที่กว้างขึ้น (Broader Goals)

ผลกระทบของวิกฤติการณ์การเงินทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พิสูจน์ว่า เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจโดยมุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความเชื่อในสมมติฐานว่าด้วย Trigger down Hypothesis เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เป้าหมายการพัฒนาของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกในอนาคตควรให้ความสำคัญกับเป้าหมายอื่นที่มากกว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม การออกแบบกติกาการเล่นเกม โดยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวิกฤติการณ์การเงินแบกรับต้นทุนจากวิกฤติที่มากขึ้น ขณะเดียวกัน ทำให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแบกรับต้นทุนที่น้อยลง

            การบรรลุจุดมุ่งหมายข้างต้น รัฐบาลต้องมีบทบาทในการกำหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าวเพื่อออกแบบสถาบันที่ควบคู่กับการทำงานที่มีประสิทธิภาพของตลาด ดังนั้น วาระวิจัยในอนาคตควรก้าวข้ามข้อถกเถียงเรื่องลักษณะการแทนที่ (Substitution) ระหว่างรัฐบาลกับตลาด หากแต่ศึกษา ปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับตลาดในลักษณะประกอบกัน (Complementary) ฉะนั้น คำถามที่น่าสนใจ คือ บทบาทของสถาบัน รัฐบาล และตลาด สามารถมีประสิทธิภาพควบคู่กันในเงื่อนไขใด (What condition?) แทนที่จะเป็นคำถามเดิมว่า รัฐบาลควรแทรกแซงการทำงานของตลาดมากน้อยเพียงใด (How much?)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

ภาษาไทย

เกรียงชัย ปึงประวัติ, ความลำเอียงของรัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์     มหาบัณฑิต, คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2546-ฉบับร่าง).

ชัชวาล ปุญปัน และ สมเกียรติ ตั้งนโม (บรรณาธิการ), บทสนทนามหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วิกฤตโลก       วิกฤตไทย อะไรคือทางรอด, อมรินทร์พริ้นติ้งแอนพับลิซชิ่ง จำกัด, 2544.

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2544 ) “สาระสำคัญของฉันทมติแห่งวอชิงตัน”, ผู้จัดการรายเดือน ฉบับเดือน   ธันวาคม, 2544.

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, “วิกฤติการณ์การเงินปี 2540 ผลลัพธ์ของวิกฤติการณ์สารสนเทศ”, ผู้จัดการราย   วัน ฉบับวันที่ 29 พฤษภาคม 2543.

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2544 ), “Globalisation v.s. Anti-Globalisation”, ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่    22 มีนาคม, 2544.

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, การบริหารนโยบายเสถียรภาพในอนาคต, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มกราคม 2541.

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ และ สมบูรณ์ ศิริประชัย, “การอภิปรายเรื่องฉันทามติวอชิงตัน” วารสารเศรษฐ      ศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 1, 2543.

สมบูรณ์ ศิริประชัย, “แนวความคิดกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของไทยก่อนและหลังวิกฤติการณ์   เศรษฐกิจ: ความล้มเหลวของ Washington consensus หรือความล้มเหลวของสถาบัน”, บทความการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2543 คณะเศรษฐศาสตร์           มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

อัมมาร สยามวาลา, ฝรั่งมองวิกฤตเอเซีย: บทสำรวจความรู้, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ ไทย, 2542.

 

ภาษาอังกฤษ

Aron, Janine. “Growth and Institution: A Review of the Evidence”, The World Bank   Research Observer 15 (1), 2000: 99-135.

Balassa, Bela. Development Strategies in Semi-Industrializing Economies, John Hopkin       University Press, 1982.

Bhagwati, Jagdish.  Anatomy and Consequences of Exchange Rate Regimes,         Cambridge, Mass Ballinger Press for NBER 1978.

Bird, Graham and Rajan, Ramkishen, S. “The Evolving Asian Financial Architecture”,            Essays in International Economics No. 226, February 2002.

Camdessus, Michel. “Second-Generation Reforms: Reflections and New Challenges”           Speech for 1999 International Monetary Fund Conference on Second-Generation    Reforms, November 1999.

Chang, Ha-Joon. Kicking Away the Ladder: Policies and Institutions for Economic Development in Historical Perspective, Anthem Press, 2002

Chang, Ha-Joon, (ed.). Joseph Stiglitz and the World Bank: the Rebel Within,          Anthem Press, 2001.

Cline, W. R., “Can the East Asian Model of Development be Generalized?” World     Development 10(2), 1982: 81-90.

Connors, Thomas, A. “The Apparent Effect of Recent IMF Stabilization Programs”,     International Financial Discussion Paper 135, Washington: Broad of Governors of          the Federal Reserve System, April 1979.

Cypher, James, M. and Dietz, James, L. The Process of Economic Development,     Routledge, 1997.

Demirgue, Asli, and Detragiache, Enrica, “Financial Liberalization and Financial     Fragility” the Paper prepared for the 1998 World Bank Annual Conference on   Development Economic, March 1998.

Dierckxsens, Wim, The Limits of Capitalism: an Approach to Globalization without Neo-   liberalism, St. Martin’s Press, 2000.

Dieter, Heribert, “Crisis in Asia of Crisis of Globalisation” Centre for the Study of     Globalization and Regionalization (CSGR) Working Paper No. 15, 1998

Donovan, Donald, J. “Real Response Associated with Exchange Rate Action in Selected      Upper Credit Trance Stabilization Programs” IMF Staff Papers, December 1981:    698-727.

Eichengreen, Barry Toward A New International Financial Architecture: A Practical Post-  Asia Agenda, Institute for International Economics, February 1999.

Evans, Peter, Embedded Autonomy: State and Industrial Transformation, Princeton             University Press, 1995

Fischer, Stanley. “Reforming the World Finance: Lessons from a Crisis”, IMF Survey,            October 19, 1998.

Flynn, Norman, Miracle to Meltdown in Asia: Business, Government and Society,    Oxford             University Press, 1999

Frankel, Jeffrey. “The Asian Model, the Miracle, the Crisis and the Fund” Paper Delivered at the U.S. International Trade Commission, April 16, 1998.

Garnaut, Ross, “The Financial Crisis: A Watershed in Economic Thought about East             Asia”,   Asian Pacific Economic Literature 12(1), 1998: 1-11.

Goldstein, Morris and Montiel, Peter, J. “Evaluating Fund Stabilization Programs with Multi-    Countries Data: Some Methodological Pitfalls” IMF Staff Papers, June 1986: 304-     344.

Gylfason, Thoruador. “Credit Policy and Economic Activity in Developing Countries with IMF             Stabilization Programs”, Princeton Studies in International Finance No. 60, August           1987.

International Monetary Fund “How does IMF Lend: A Factsheet” www.imf.org/external           2002.

Islam, Iyanantul and Chowdhury, Anis, The Political Economy of East Asia: Post Crisis       Debates, Oxford University Press, 2000

Jayasuriya, Kanishka and Rosser, Andrew, “Economic Orthodoxy and the East Asian            Crisis”, Third World Quarterly 22, 2001: 381-396

Johnson, Chalmers, Japan Who Govern?: The Rise of the Developmental State, New         York, Norton Press, 1995.

Killick, Tony. The Quest for Economic Stabilization: the IMF and the Third World, New York,           St. Martins, 1984.

King, Robert and Levine, Ross. “Financial, Entrepreneurship, and Growth: Theory and         Evidence”, Journal of Monetary Economics 32, 1993: 513-542.

Krueger, Anne, “Alternative Trade Strategies and Employment in LDCs”, American    Economic Journal 68(2), 1978: 270-274

Krugman, Paul, “A Model of Balance of Payment Crisis”, Journal of Money Credit and        Banking 11, 1979: 311-325

Krugman, Paul, “The Myth of Asia’s Miracle”, Foreign Affairs 73(6), 1994:62-78

Krugman, Paul, “Are Currency Crisis Self-fulfilling” NBER Macroeconomic Annual, MIT          Press, 1996: 345-378.

Lee, Kyung Tae (ed.), Globalization and the Asia Pacific Economy, Routledge, 2002.

Liao, Kun-Jung. “The Developmental State, Economic Bureaucracy and Financial Crisis in   East Asian Societies”, Journal of Contingencies and Crisis Management 9(1), 2001:           36-45.

Lucarelli, B. “The East Asian Financial Meltdown” Journal of Contemporary Asia 32,             2002:   500-516

Mayer, Jorg, “The Fallacy of Composition: A Review of Literature” World Development,         2002: 875-894.

McCleary, William, A. “IMF Programs, Adjustment and Growth”, Thammasat Economic         Journal 21 (1), March 2003.

McKinnon, Ronald I. Money and Capital in Economic Development, Washington, Brooking Institution, 1973.

Medley E. Joseph “The East Asian Economic Crisis: Surging U.S. Imperialism”, Review        of Radical Political Economy 32, 2000: 379-387.

Meltzer, Alan. Asian Problem and the IMF, Testimony Prepared for the Joint Economic         Committee, U.S. Congress. Washington, 1998.

Mishkin, Frederic, S. “Understanding Financial Crisis: A Developing Country Perspective”     Annual World Bank Conference on Development Economic, 1996.

Obstfeld, M., “The Logic of Currency Crisis”, NBER Working Paper No. 4640, 1994.

Pastor, Manuel. “The Effect of IMF Program in the Third World: Debate and Evidence from    Latin America”, World Development 1987: 249-262.

Rajan G. Raghuram amd Zingales, Luigi, “Which Capitalism? Lessons from the East Asian    Crisis” Journal of Applied Corporate Finance (Forthcoming)

Rhodes, Martin and Higgott, Richad, “Introduction: Asian crisis and the Myth of         Capitalist Convergence”, The Pacific Review 13, 2000: 1-19

Richter, Frank (ed.), The East Asian Development Model: High Growth, Institutional          Failure           and the Aftermath of the Crisis, Macmillan Press, 2000

Rodrick, Dani, “Trade and Industrial Policy Reform in Developing Countries: A Review of       Recent Theory and Evidence” NBER Working paper No. 4417, 1993

Rodrick, Dani Development Strategies for the 21st Century, Annual World Bank Conference          on Development Economic, March 2000.

Ryan, Liam. “The Asian Economic Miracle Unmasked: the Political Economy of the Reality”, International Journal of Social Economics 27, 2000: 802-815.

Sharma D. Shalendra “Understanding the Asian Financial Crisis: Preliminary of the Third      Generation Models” Thammasat Economic Journal 22, 2003:108-123.

Shaw, Edward S. Financial Deepening in Economic Development, New York, Oxford            University Press, 1973.

Singh Ajit (1998a) “Financial Crisis in East Asia: the End of the Asian Model?” Discussion     Paper International Labour Office, 1998

Singh Ajit (1998b) “Asian Capitalism and the Financial Crisis” Center for Economic Policy Analysis (CEPA) Working Paper No. 10, 1998

Somboon Siriprachai “Development Economics and East Asian Miracle: Lessons for             Developing Countries” รายงานวิจัยเสริมหลักสูตร เสนอต่อ คณะกรรมการส่งเสริมการวิจัย   เสริมหลักสูตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2000

Soros, George. Avoiding a Breakdown: Asia’s Crisis Demand a Rethinking of International    Regulation” Financial Time, December 31, 1998.

Soros, George. The Crisis of Global Capitalism, New York, Public Affairs Press, 1998.

Stiglitz, Joseph, “More Instruments and Broader Goals: Moving toward the Post-        Washington Consensus” The 1998 WIDER Annual lecture (Helsinki Finland)

Stiglitz, Joseph and Yusuf Shahid (eds.), Rethinking the East Asian Miracle, A          Copublication of the World Bank and Oxford University Press, 2001.

Storey, Andy, “The World Bank, Neo-liberalism, and Power: Discourse Analysis and Implications for Campaigners” Development in Practice 10 (2000): 361-370.

Summers, Lawrence and Pritchett, Lant. “The Structural Adjustment Debate” American       Economics Review 82(3), May 1993: 383-389.

Wade, Robert, Governing the Market: Economic Theory and the Role of Government       in East Asian Industrialization, Princeton University Press, 1990

Williamson, John, “What Washington Means by Policy Reform” in Williamson, J (ed.) Latin   American Adjustment: How Mush has Happen?, Washington, Institute for             International Economics, 1990.

Williamson, John, “What Should the World Bank Think about the Washington             Consensus?”   The World Bank Research Observer 15, 2000: 251-264.

Williamson, John “The Poor Need a Stake in Developing Countries”   http://www.iee.com/publication/papers/williamson 0403.htm, 2003.

Williamson, John, and Mahar, Molly, A Survey of Financial Liberalization, Essays in International Finance, No. 211, November 1998.

Wolfson. H. Martin. “Neo­-liberalism and International Financial Instability” Review of           Radical          Political Economy 32, 2000: 369-378

Woo-Cuming, Meredith (ed.), The Developmental State, Cornell University Press, 1999

World Bank, World Development Report: The Challenge of Development, A Copublication of the World Bank and Oxford University Press, 1991.

World Bank, The East Asian Miracle, A Copublication of the World Bank and Oxford             University Press, 1993.

World Bank (1998a), East Asia: Road to Recovery, A Copublication of the World Bank         and Oxford University Press, 1998.

World Bank (1998b), Beyond the Washington Consensus: Institution Matter, A         Copublication of the World Bank and Oxford University Press, 1998.

World Bank, East Asia: Recovery and Beyond, A Copublication of the World Bank and         Oxford University Press, 2000.



* โครงการวิจัยได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นเอกสารวิชาการหมายเลข 701 โครงการวิจัย วิกฤติการณ์การเงินไทย 2540, กรกฎาคม 2546

** ผู้เขียนขอขอบคุณ ศาสตราจารย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ในคำแนะนำต่องานศึกษาชิ้นนี้ อนึ่งข้อผิดพลาดและความคิดเห็นล้วนเป็นการตีความของผู้เขียน หาใช่ข้อผิดพลาดของผู้ให้แนะนำหรือความคิดเห็นขององค์กรที่ผู้เขียนสังกัด

 

                  [1] ผู้สนใจประเด็นเรื่องพัฒนาการของแบบจำลองวิกฤติการณ์การเงิน ดูอาทิ Eichengreen (1999), Shama (2003) โดย Shama (2003) เห็นว่า ทั้งแบบจำลองรุ่นที่หนึ่งและรุ่นที่สอง ซึ่งโดยพื้นฐานถูกพัฒนาเพื่ออธิบายวิกฤติการณ์การเงินในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาไม่มีความสามารถในการอธิบายวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย

 

                [2] เมื่อยึดตามการตีความของ World Bank (1993) กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างปี 2508-2533 ประกอบด้วย The Four Tiger ได้แก่ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน และ The Newly Industrializing Economies (NIEs) ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย

                 [3] การจัดกลุ่มคำอธิบายเป็นอัตวิสัย (Subjective) ของผู้เขียน และเส้นแบ่งแยกคำอธิบายบางประเด็นไม่ชัดเจน กล่าวคือ คำอธิบายของกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก แม้จะเชื่อในความสามารถของตลาดในกรณีทั่วไปแต่ก็ไม่ปฏิเสธความสามารถของรัฐบาลในกรณีเฉพาะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นจริงในทางกลับกัน คือ วิวาทะจากกลุ่มเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก แม้จะให้ความสำคัญกับบทบาทของรัฐบาล ก็ไม่ปฏิเสธความสามารถของระบบตลาด

[4] “In the “market-friendly” strategy it articulates, the appropriate role of government is to ensure adequate investment in people, provide a competitive climate for private enterprise, keep the economy open to international trade, and maintain a stable macro economy. Beyond these roles, the report argues, governments are likely to do more harms than good, unless interventions are market friendly. On the basis of an exhaustive review of the experience of developing economies during the last thirty years, it concludes that attempts to guide resource allocation with nonmarket mechanisms have generally failed to improve economic performance.” World Bank (1993:10)

               [5] เนื่องจากงานศึกษาของกลุ่มนี้มีวิธีการศึกษาและแนวคิดพื้นฐานหลากหลาย จึงขอใช้คำว่า กลุ่มเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก (Non-neoclassical) ไปก่อน คำจำกัดความของชุดคำอธิบายกลุ่มที่สองมีอาทิ Structuralist, Revisionist, Pluralist

 

[6] คำว่ารัฐ (State) ใช้ในความหมายกว้างกว่ารัฐบาล (Government) ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางสถาบันของรัฐบาล Wade (1990: 8)

[7] อ้างใน เกรียงชัย ปึงประวัติ (2546, ฉบับร่าง)

[8] ดังกล่าวโดย Somboon (2000: 38), The dominant developmental economics a discipline is being criticized for being unable to guide policy makers in the less developed countries. This limitation in fact comes from its inherent methodology to the extent that development economics borrows the hardcore from neo-classical economics, but adapted to the general characteristics of the less developed countries regardless of time and space. What might be wrong with this research program is that it seems to lack dynamic elements of institutional settings or in other words, it cannot incorporate institutions (in terms of organizations and rules of the games) into endogenous variables, which is seen as a main drawback.

[9] ผู้สนใจพัฒนาการของวาระวิจัยของธนาคารโลกในประเด็นนี้สามารถติดตามจาก World Bank (1991: 1993; 1998a; 1998b; 2000)

                [10] ข้อมูลในส่วนนี้ผู้เขียนสรุปความจาก สมบูรณ์ ศิริประชัย (2543) รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2544 ) รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ และสมบูรณ์ ศิริประชัย (2543) และ Williamson (1990; 2000)

[11] ดังอ้างใน Williamson (2000: 251–252), I find that the term (Washington Consensus) has been invested with a meaning that is significantly different from that which I had intended and is now used as a synonym for what is often called ‘neo-liberalism’ in Latin America, or what George Soros has called ‘market fundamentalism’. When I first come across this usage, I asserted that it was a misuse of my intended meaning. I had naively imagined that just because I had invented the expression, I had some sort of intellectual property rights that entitled me to dictate its meaning, but in fact the concept had become public property.

[12] ทั้งคู่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ร่วมกันในปี 2547

                    [13] ภาพรวมของวิกฤติเอเชีย 2540 ดู Flynn (1999) วิวาทะหลังวิกฤติ ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง ดู Islam and Chowdhury (2000) วิวาทะว่าด้วยอุดมการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจ ดู Jayasuriya and Rosser (2001 , Lucarelli (2002) วิวาทะในประเด็นกระบวนการโลกานุวัตร ดู Lee (2000) ประเด็นการออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่ ดู Eichengreen (1999)ข้อจำกัดของ Neo-liberalism ดู Rhodes and Higgott (2000), Storey (2000), Dierckxsens (2000), post-Washington consensus ดู Stiglitz (1998)

 

[14] ผู้สนใจประเด็นเรื่อง Fallacy of Composition สามารถติดตามได้จาก Mayer (2002) โดย Mayer (2002) อธิบายพัฒนาการของ Fallacy of Composition จากการศึกษาในเชิงดุลยภาพบางส่วน (Partial Equilibrium) สู่การศึกษาในเชิงดุลยภาพทั่วไป (General Equilibrium)

[15] The new agenda does not reject the liberalizing reforms of the Washington Consensus…On the contrary; it emphasizes the need to push liberalization further in some dimensions, such as making labor market more flexible. (Williamson 2003:2)

 

[16]ดังที่ถูกกล่าวสรุปโดย Chang “So are the developed countries and the international development policy establishment that they control, recommending policies to developing countries that they find beneficial for themselves, rather than those beneficial for developing countries? Is there any parallel between this and the 19 century British push for free trade against the protectionist policies of the USA and other NDCs (Now-Developed Country) that were trying to catch up with it? Is it fair to say that the WTO agreement that puts restrictions on the ability of developing countries to pursue activist ITT (Industrial, Trade and Technology) policies is restrictions is only a modern, multilateral version of the “unequal treaties” that Britain and other NDCs used to impose on semi-independent countries? In other word, are the developed countries “kicking away the ladder” by which they climbed up to the top beyond the reach of the developing countries? The answer to all these questions, unfortunately, is “yes””. Chang (2002: 148)

 

[17] ผู้สนใจประเด็นเรื่อง Three Impossible Trinities โปรดดูอาทิ Islam and Chowdhury (2000)

[18] สถานการณ์จำลอง (Counterfactual) ในอุดมคติจำเป็นต้องบรรลุ 3 เงื่อนไขคือ (1) สถานการณ์ภายนอกที่ถูกเปรียบเทียบจำเป็นต้องเหมือนกัน (2) แนวนโยบายที่ถูกเปรียบเทียบจำเป็นต้องเหมือนกัน (3) แนวนโยบายในสถานการณ์จำลองจำเป็นต้องเป็นแนวนโยบายที่รัฐบาลยอมรับได้

[19] นัยของวิกฤติการณ์การเงิน กับข้อเสนอเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่ ดู Eichengreen (1999), Post-Washington consensus ดู Stiglitz (1998), การจัดการกระบวนการโลกานุวัตร ดู Lee (2002)

[20] ผู้สนใจพัฒนาการของแนวคิดว่าด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจ โปรดดู Cypher and Dietz (1997) และ Camdessus (1999)